สนค. เปิดผลสำรวจโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" พบประชาชนกว่า 71% ใช้สิทธิ ชี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน แม้บางส่วนยังติดปัญหาลงทะเบียนและแอปพลิเคชัน
สนค. เปิดผลสำรวจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ประชาชนใช้สิทธิทะลุ 71%
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือนก.ค.69 จำนวน 5,465 รายทั่วประเทศ เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดย สนค.เผยว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการและใช้สิทธิ และเห็นว่าโครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน ขณะที่ภายหลังสิ้นสุดโครงการ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มกลับไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ผู้ตอบมากถึง 71.77% เข้าร่วมโครงการและใช้สิทธิ แต่อีก 28.23% ไม่ได้เข้าร่วม เพราะลงทะเบียนไม่ผ่าน ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ชำรุด ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปพลิเคชันได้ ไม่สามารถยืนยันตัวตนหรือสแกนใบหน้าได้ รวมทั้งขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัครและการใช้งาน
อาหารและของใช้จำเป็น ครองแชมป์ยอดใช้จ่าย
สำหรับกลุ่มที่ได้รับสิทธิ ข้อมูลระบุว่าส่วนใหญ่เน้นการซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่หลัก ดังนี้:
อาหารพร้อมทาน ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว อาหารสำเร็จรูป
อาหารสดและเครื่องประกอบอาหาร ข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้สด น้ำมันพืช น้ำปลา และน้ำตาล
สินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ประจำวัน ของใช้ในครัวเรือน รวมถึงการสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี
ผลลัพธ์เชิงบวก เพิ่มสภาพคล่อง-หนุนเศรษฐกิจชุมชน
นายนันทพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ยังทำให้ประชาชนกล้าใช้จ่าย และเกิดความคล่องตัวทางการเงินมากขึ้น โดยพบว่า ผู้ตอบ 36.96% กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น, 24.50% นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิไปเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ, 23% ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนที่เหลือ นำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปออม ชำระหนี้ หรือเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้ ส่วนเมื่อสิ้นสุดโครงการวันที่ 30 ก.ย.69 ส่วนใหญ่จะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเป็นส่วนใหญ่
“ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ เห็นว่า โครงการมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในระดับปานกลางและถึงค่อนข้างมาก แต่ก็มีบางส่วนที่เห็นว่า ช่วยได้เล็กน้อยถึงไม่ช่วยเลย อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบราคาสินค้าในช่วงโครงการกับช่วงไม่มีโครงการ ส่วนใหญ่เห็นว่า ราคาและปริมาณสินค้าเท่าเดิม มีบางส่วนที่บอกว่า ราคาสูงขึ้นและปริมาณลดลง และเมื่อโครงการสิ้นสุดแล้ว ส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายเท่าเดิม เช่นเดียวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่ส่วนใหญ่มองว่า ยังคงทรงตัวถึงดีขึ้นเล็กน้อย และยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย”
นายนันทพงษ์ กล่าวต่อว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และเสริมสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดอาหารและของใช้ที่จำเป็น ทำให้ประชาชนนำเงินส่วนที่ประหยัดได้ไปใช้จ่ายด้านอื่น เช่น การออม การชำระหนี้ ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ยังสามารถซื้อสินค้าในราคาและปริมาณใกล้เคียงกับภาวะปกติ พร้อมได้รับประโยชน์จากการร่วมจ่ายของภาครัฐ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ต้องรับภาระด้วยตนเอง
ขณะเดียวกัน โครงการยังกระตุ้นการจับจ่ายผ่านร้านค้ารายย่อย ร้านค้าในชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ รักษาฐานลูกค้า และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องภายหลังสิ้นสุดโครงการ อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนยังเผชิญข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ ขั้นตอนการลงทะเบียน และการใช้เทคโนโลยี
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม