ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจวันแม่ปี 2569 คาดเงินสะพัด 1.1 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 7 ปี เพราะของแพง พร้อมเผยสถิติ Gen Y ไม่อยากมีลูก เหตุค่าเลี้ยงดูและค่าครองชีพสูง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ประจำปี 69 ว่า คาดว่า จะมีเงินสะพัด 11,139 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 7 ปี นับจากปี 62 ที่มีเงินสะพัด 13,870 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัว 0.7% จากการสำรวจปีก่อนที่คาดมีเงินสะพัด 11,062 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น ทำให้ประชาชนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งยังเป็นวันหยุดกลางสัปดาห์ไม่ต่อเนื่องกับวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ 

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอีกว่า ในด้านทัศนะเกี่ยวกับประชากร ผู้ตอบส่วนใหญ่ไม่ต้องการมีบุตร โดยเฉพาะในกลุ่มเจนวาย เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูง, กังวลสภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม, ต้องการอิสระ, รายได้/ฐานะยังไม่ดี, ค่าจ้างคนเลี้ยงสูง ฯลฯ ส่วนกลุ่มเจนซี ยังไม่แน่ใจ และอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ เพราะอาจมีความมั่นคงทางอาชีพและรายได้มากขึ้น, ได้รับเงินสนับสนุนบุตรจากภาครัฐ, มาตรการลดหย่อนภาษีบุตร ฯลฯ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเห็นว่า แม้ประชากรของไทยลดลงมาก แต่ยังไม่จำเป็นต้องแก้ไข และยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา

พฤติกรรมการใช้จ่าย เน้นกินข้าว-ของขวัญเน้นโปรโมชัน

ด้าน นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงวันแม่ปีนี้ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 40.9 ตัดสินใจไม่ซื้อของขวัญให้แม่ ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อเลือกช่องทางออนไลน์ ร้อยละ 20.7 และออฟไลน์ ร้อยละ 18.4 โดยมีปัจจัยในการเลือกซื้อสินค้าจาก "โปรโมชัน" เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือคุณภาพที่มาพร้อมราคาถูก

  • ของขวัญยอดนิยม พวงมาลัยและดอกไม้, ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย, วิตามินและยารักษาโรค, เครื่องนุ่มห่ม, สลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงเงินสดและทองคำ

  • กิจกรรมยอดนิยม ร้อยละ 52.1 วางแผนพาแม่ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,374 บาท) รองลงมาคือการพาแม่ไปทำบุญ ร้อยละ 36.6 (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,315 บาท)

สำหรับงบประมาณการใช้จ่ายเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ประชาชนกว่าร้อยละ 54.3 ระบุว่าใช้จ่ายเท่าเดิม ส่วนกลุ่มที่ใช้จ่ายลดลง (ร้อยละ 22.7) ให้เหตุผลว่าค่าครองชีพแพงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และมีหนี้สินตึงตัว

วิกฤตหนี้ครัวเรือน คนส่วนใหญ่ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง"

ผลสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดยังคงเป็นหนี้ โดย 14.4% หนี้สินเพิ่มขึ้นมาก, 38.2% เท่าเดิม และ 47.4% ลดลง สาเหตุของการเป็นหนี้มาจากรายได้ไม่พอรายจ่าย ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ภาระทางการเงินในครอบครัวมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ใช้จ่ายเกินตัว การลงทุนล้มเหลว ตกงาน เป็นหนี้ทางการศึกษา จึงจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ลดรายจ่าย ปรับโครงสร้างหนี้ ต้องการคำปรึกษาทางการเงิน ต้องการเงินช่วยเหลือการดูแลบุพการีและเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบุตร

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม