“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง สั่งลุยแก้ปัญหาจราจร-ตู้ตกค้าง งัดมาตรการบังคับใช้ระบบจองคิวรถบรรทุก 100% พร้อมเร่งเฟส 3 ดันสู่ Smart Port ยกระดับโลจิสติกส์ไทย
นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมติดตามการบริหารจัดการ และการพัฒนาโครงการในท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบังในภาพรวม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการจราจรทั้งภายในและภายนอกท่าเรือ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ตลอดจนการบริหารจัดการสัญญาสัมปทานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
บังคับใช้ระบบจองคิวรถบรรทุก 100% สางปัญหาจราจร
จากการตรวจสอบพบว่า ปัญหาการจราจรติดขัดภายในท่าเรือแหลมฉบังเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาพร้อมกัน การบริหารจัดการตู้สินค้า ตารางการเดินเรือ และกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า
นายสรรเพชญ ระบุว่า ได้กำชับให้การท่าเรือฯ เร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการจราจร โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่:
บังคับใช้ระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue) แบบ 100% เพื่อกระจายเวลาการเข้ารับ-ส่งตู้สินค้า
พัฒนาระบบ Traffic Management ติดตามและบริหารจัดการการไหลเวียนของรถบรรทุก
เร่งซ่อมแซมปรับปรุงถนน ภายในท่าเรือ และปรับเวลาเปิด-ปิดช่องทางเข้าออกให้สอดคล้องกับปริมาณจราจร
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศุลกากร กรมทางหลวง ตำรวจ และผู้ประกอบการ เพื่อวางแผนการจราจรอย่างเป็นระบบ พร้อมหารือการเพิ่มเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากร และอนุญาตให้นำตู้สินค้าขาเข้ามาจัดเก็บนอกเขตท่าเทียบเรือชั่วคราว เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการปรับโครงสร้างค่าภาระท่าเรือ โดยเฉพาะค่าฝากเก็บตู้สินค้า ให้สอดคล้องกับระยะเวลาการฝากเก็บที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการขนย้ายตู้สินค้าออกจากท่าเรือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาตู้สินค้าตกค้าง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ของท่าเรือ ทั้งนี้ การดำเนินการจะต้องพิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน
อัปเดตความคืบหน้าท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับประเทศ ปัจจุบันมีความคืบหน้าดังนี้
สัญญาที่ 1 (งานก่อสร้างทางทะเล) คืบหน้าแล้ว 98.80%
สัญญาที่ 2 (งานอาคาร ท่าเทียบเรือ และสาธารณูปโภค) คืบหน้า 24.13%
สัญญาที่ 3 และ 4 (ระบบรถไฟ และเครื่องจักรเทคโนโลยี) อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ในส่วนของประเด็นข้อกำหนดทางวิศวกรรมเกี่ยวกับค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัสดุถมใต้ระดับน้ำในพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในสัญญาร่วมลงทุน นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยประสานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางทางวิชาการ เพื่อพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมอย่างเป็นกลาง ก่อนนำผลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามสัญญาและกฎหมาย โดยยึดหลักวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
"กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้ายกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้เป็น Smart Port อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานทุกด้านจะยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ" นายสรรเพชญ กล่าวสรุป
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม