"สรรเพชญ" รมช.คมนาคม ดันรถไฟทางคู่สายใหม่ "ชุมพร-ท่าเรือระนอง" 110 กม. วงเงิน 2.7 หมื่นล้าน เติมเต็ม Missing Link เชื่อมรางสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน คาดเปิดประมูลได้เร็วสุดปี 2570

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง เพื่อเติมเต็มจุดเชื่อมสำคัญ (Missing Link) ของโครงข่ายระบบรางไทย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีว่า  วันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จากการลงทุนเป็นรายโครงการ สู่การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งระบบให้ทำงานร่วมกัน ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในยุคปัจจุบันคือการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศลงทุนไว้แล้วให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดต่อเศรษฐกิจ การเดินทาง และการขนส่งสินค้า โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ชุมพร-ท่าเรือระนอง จึงเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมของประเทศ เพราะเป็นจุดเชื่อมที่ยังขาดอยู่ของระบบรางไทย ทำให้โครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันได้เป็นครั้งแรก

สเปกโครงการ 110 กม. วงเงิน 2.7 หมื่นล้าน จิ๊กซอว์สำคัญคมนาคมไทย

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือระนอง มีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้

  • ระยะทาง ประมาณ 110 กิโลเมตร
  • วงเงินลงทุน กว่า 27,000 ล้านบาท
  • บทบาทสำคัญ จุดเชื่อมยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระบบรางสายหลักกับประตูการค้าฝั่งอันดามัน

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปใช้รถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ โครงการยังทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการเชื่อมโยงการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด ได้เช่นเดิม ขณะเดียวกัน จะสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง ซึ่งเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน ออกสู่มหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงการค้ากับประเทศสมาชิก BIMSTEC รวมถึงตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา รองรับการขยายตัวของการค้าโลกในอนาคต และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโลจิสติกส์ไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ความสำคัญของโครงการนี้คือการยกระดับประเทศไทยให้มีโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบ เมื่อถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และด่านชายแดนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค เพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเพียงด้านเดียว และสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาว

ในระดับพื้นที่ โครงการจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง ดึงดูดการลงทุนด้านคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร สินค้าประมง และสินค้าแปรรูปของภาคใต้ สามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ การผลักดันโครงการจะดำเนินการบนหลักการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสมดุล โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าของการลงทุน ตลอดจนการศึกษาในเรื่องของการเลือกทำเลที่ตั้งของท่าเรือระนอง ว่าจะยังคงใช้ท่าเรือระนองเดิมหรือจะมีท่าเรือระนองแห่งใหม่ เพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่มีปริมาณมากขึ้นและรองรับเรือที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ควบคู่กับการให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

กรอบเวลาและขั้นตอนดำเนินงาน คาดเปิดประมูลปี 2570

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้รับความเห็นชอบภายในปีนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้เร็วที่สุดในปี 2570

นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า รถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง ระยะทาง 110 กิโลเมตรคือจุดเชื่อมยุทธศาสตร์ที่จะทำให้โครงข่ายคมนาคมของประเทศไทยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เชื่อมทุกภูมิภาคของประเทศเข้ากับประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ รองรับการค้าและการลงทุนในอนาคต เชื่อมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจโลก และวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างมั่นคงในระยะยาว


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม