หอการค้าไทย เชื่อสินค้าไทยยังแข่งในตลาดสหรัฐฯ ได้ แม้โดนเก็บภาษี 12.5% ปมแรงงานบังคับ เหตุคู่แข่งเจออัตราใกล้เคียง แนะเร่งเจรจา ART และรับมือมาตรการกำลังการผลิตส่วนเกิน
หอการค้าไทย ชี้ ภาษี 12.5% ไม่กระทบการแข่งขัน เหตุคู่แข่งโดนเหมือนกัน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ในอัตรา 10% และ 12.5% โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียอัตราภาษี 12.5% จากประเด็นการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวโยงกับแรงงานบังคับ
นายพจน์ ระบุว่า แม้ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% แต่ภาพรวมการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน สำหรับประเทศที่ได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าไทยเล็กน้อย เช่น 10% อาจมีความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ส่วนต่างดังกล่าวไม่ได้กว้างมากเหมือนมาตรการภาษีในรอบที่ผ่านมา จึงยังไม่ใช่ปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ชี้ไทยไร้ปัญหาแรงงานบังคับเชิงระบบ เร่งยกระดับกฎหมายสู้ระยะยาว
ประธานกรรมการหอการค้าไทย ชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้ว่า ภาคเอกชนมองว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแรงงานบังคับในเชิงระบบมาเป็นเวลานานแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้มีผลบังคับใช้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าต่างประเทศ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันได้ทัดเทียมกับกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นภาษีในอนาคต
เตือนจับตามาตรการ “กำลังการผลิตส่วนเกิน” เร่งดันข้อตกลง ART ลดอุปสรรคการค้า
นอกจากประเด็นแรงงานบังคับแล้ว หอการค้าไทยเน้นย้ำถึงอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดภายใต้มาตรา 301 คือ เรื่อง “การมีกำลังการผลิตส่วนเกิน” ซึ่งปัจจุบันฝ่ายสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนจะประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกบางหมวดของไทยไปยังสหรัฐฯ ในระยะถัดไป
เพื่อรับมือกับประเด็นดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสรุป ข้อตกลงต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อปรับสมดุลการค้ากับสหรัฐฯ ตามที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมข้อมูลและกำหนดท่าทีในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงเร่งผลักดัน ART ที่จะช่วยลดอุปสรรคและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว” นายพจน์ กล่าว
ผสานข้อมูลวิชาการ หนุนกระทรวงพาณิชย์เจรจา
หอการค้าไทย ยืนยันความพร้อมในการเป็นตัวแทนภาคเอกชนเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะ และประเมินผลกระทบร่วมกับผู้ประกอบการ โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในการจัดทำบทสรุปเชิงวิชาการและการสำรวจข้อมูล ซึ่งได้นำส่งให้แก่กระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงประกอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ
นายพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ในการเร่งยกระดับมาตรฐานด้านแรงงาน ความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตลอดจนการเจรจาความตกลงการค้า เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นโอกาสในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว.
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม