กกพ. มีมติเห็นชอบค่าเอฟทีงวด ก.ย.-ธ.ค. ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยคงเดิมที่ 3.95 บาท/หน่วย โดยดึงเงิน Claw back กว่า 1.6 หมื่นล้านบาทมาช่วยอุดหนุน เพื่อลดภาระประชาชน

กกพ. เคาะค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. คงเดิม 3.95 บาทต่อหน่วย

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกพ.ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็น และเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.นี้  โดยกำหนดค่าเอฟทีเรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์(สต.)ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ดึงเงิน Claw back กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ช่วยลดภาระ

สำหรับ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนประมาณการต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าสำหรับงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้  จำนวน 41.27 สต.ต่อหน่วย ภายหลังการปรับประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสม 31,268 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวน 16,127.17 ล้านบาท หรือ 25.04 สต.ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าเอฟทีเรียกเก็บลดลงเหลือ 16.23 สต.ต่อหน่วย

ดังนั้น การกำหนดค่าเอฟทีในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจาก Claw back มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

“กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงกับการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยการนำเงิน Claw back มาใช้ในครั้งนี้ ช่วยลดแรงกระแทกจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้สามารถรักษาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยได้ต่อเนื่องอีกหนึ่งงวด ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเสถียรภาพทางการเงินของรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานในระยะยาว”

นาย พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
นาย พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน


สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 13 – 20 ก.ค. มีผู้สนใจเข้าชม 445 ครั้ง จากผู้เข้าชม 168 ราย มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน 7 ความเห็น โดยข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งสะท้อนความกังวลต่อภาระค่าครองชีพและเสนอให้รักษาอัตราค่าไฟฟ้าในระดับเดิม ซึ่ง กกพ. ได้นำความคิดเห็นทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิง ภาระต้นทุนคงค้าง และผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า

นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า กกพ. จะติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อัตราแลกเปลี่ยน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในงวดต่อไปสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ควบคู่กับการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและรักษาความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ โดย กกพ. จะมีหนังสือแจ้งมติดังกล่าวไปยังการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อดำเนินการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าตามมติ กกพ. สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนก.ย.-ธ.ค.นี้ต่อไป

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม