กลุ่มซีพียื่นหนังสือขอเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน เหตุ รฟท.ออก NTP ไม่ได้ ด้าน รฟท.ชี้ 2 ทางออก "แก้สัญญา-เลิกสัญญา" พร้อมเตรียมแผนสำรองย้ำแอร์พอร์ตลิงก์ต้องให้บริการต่อไม่กระทบประชาชน

CP ยื่นหนังสือขอเลิกสัญญาสร้างไฮสปีด 3 สนามบิน

“อนันต์”ผู้ว่ารถไฟไทย เผยผลหารือ 3 ฝ่าย ร่วม EEC และเอกชนคู่สัญญา สรุป 2 แนวทาง “เดินหน้าแก้สัญญา” หรือ “สิ้นสุดสัญญา” หลัง 6 ก.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มซีพียื่นหนังสือถึง รฟท.ขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 เหตุไม่สามารถออก NTP ได้  เร่งหาทางออกทุกฝ่าย พร้อมรับประกันการให้บริการ Airport Rail Link ต้องไม่สะดุดกระทบประชาชน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายหลังได้มีการหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รฟท. และเอกชนคู่สัญญา ว่า  เมื่อวันที่ 6 ก.ค.69 ที่ผ่านมาทาง กลุ่มซีพี ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเอกชน ที่ได้รับสัมปทานในการดำเนินโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ได้ยื่นหนังสือมายัง รฟท. เพื่อขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุน  กับ รฟท. เนื่องจาก รฟท.ไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ได้ ดังนั้น รฟท.จึงได้รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. 

รฟท. กาง 2 ทางออก "แก้สัญญา" หรือ "สิ้นสุดสัญญา"

จากการหารือร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รฟท. และเอกชนคู่สัญญา ได้ข้อสรุปเป็น 2 แนวทางหลักเพื่อหาทางออกให้โครงการ ดังนี้

  1. เดินหน้าแก้ไขสัญญา เป็นแนวทางที่ รฟท. ให้ความสำคัญมากที่สุด ตามมติเดิมของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปัจจุบันร่างสัญญาฉบับแก้ไขผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และเอกชนยอมรับข้อสังเกตทั้ง 18 ประเด็น ขั้นตอนต่อไปคือการเสนอเรื่องกลับเข้า กพอ. และ ครม. หากได้รับความเห็นชอบ จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ทันที

  2. เข้าสู่กระบวนการสิ้นสุดสัญญา หากแนวทางแรกไม่ผ่านความเห็นชอบ จะต้องเข้าสู่กระบวนการเลิกสัญญา ซึ่งสอดคล้องกับที่เอกชนได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญามาแล้ว

...

ทั้งนี้ตามแนวทางแรกยังคงเป็นแนวทางที่ รฟท.ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การดำเนินการแก้ไขสัญญาตามหลักการเดิม ซึ่งเป็นไปตามมติ กพอ. และมติ ครม.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ร่างสัญญาฉบับแก้ไขได้รับการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดเรียบร้อยแล้ว และเอกชนคู่สัญญาได้ยอมรับข้อสังเกตของอัยการทั้ง 18 ประเด็นครบถ้วนแล้ว ส่วนขั้นตอนที่เหลือในขณะนี้ คือ การนำเสนอเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. และ ครม. เพื่อทบทวนมติเดิมและอนุมัติร่างสัญญาฉบับแก้ไข ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี หากได้รับความเห็นชอบ โครงการจะสามารถเดินหน้าก่อสร้างต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม หากแนวทางดังกล่าวไม่สามารถผ่านความเห็นชอบเชิงนโยบาย หรือ มีอุปสรรคจนไม่สามารถดำเนินการได้ จะต้องเข้าสู่แนวทางที่สอง คือ การสิ้นสุดสัญญา ซึ่งขณะนี้เอกชนคู่สัญญาได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ขอเจรจาเพื่อใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุนมายัง รฟท.แล้ว อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิ์ดังกล่าว เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในช่วงก่อนการออก NTP ซึ่งตามสัญญากำหนดว่า หากไม่สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานได้ เนื่องจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่ หรือเอกชนไม่สามารถได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายในระยะเวลาที่กำหนด คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้

สาเหตุขอเลิกสัญญา และข้อจำกัดด้านการเงิน

สำหรับกรณีของกลุ่มซีพี เอกชนได้อ้างสิทธิ์ตามข้อ 6.2 เนื่องจากยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ครบถ้วนตามเงื่อนไข ส่งผลทำให้เอกชนไม่สามารถดำเนินการด้านการเงินได้ โดยเอกชนให้เหตุผลว่าหากไม่มี BOI จะกระทบต่อการจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงิน จึงเสนอให้มีการแก้ไขสัญญาก่อน แต่เมื่อไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด จึงตัดสินใจยื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามเงื่อนไขดังกล่าว

นายอนันต์ กล่าวว่า ตามสัญญาร่วมลงทุน การสิ้นสุดสัญญาแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ การสิ้นสุดเมื่อครบอายุสัมปทาน 50 ปี การเลิกสัญญาในช่วงก่อนออก NTP ตามข้อ 6.2 และการบอกเลิกสัญญาจากเหตุอื่น เช่น รฟท.ผิดสัญญา เอกชนผิดสัญญา เหตุสุดวิสัย เหตุผ่อนผัน หรือกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ

แผนรับมือ “แอร์พอร์ต เรล ลิงก์” ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ รฟท.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือผลกระทบต่อการบริหารเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เนื่องจากสิทธิการบริหารเดินรถมีความเชื่อมโยงกับสัญญาหลักของโครงการรถไฟความเร็วสูง หากสัญญาหลักสิ้นสุดลง สิทธิการบริหารเดินรถของเอกชนก็จะสิ้นสุดลงตามไปด้วย ขณะที่บันทึกข้อตกลง (MOU) การบริหารเดินรถในปัจจุบันจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายนนี้

“รฟท.จึงอยู่ระหว่างจัดทำแผนรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการให้บริการ โดยมีทั้งแนวทางการเจรจากับเอกชนเพื่อขยายระยะเวลา MOU ให้บริหารเดินรถต่อไปอีกช่วงหนึ่ง หรือเตรียมความพร้อมให้ รฟท.กลับเข้ามาบริหารเดินรถเอง แม้จะเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาและการเตรียมความพร้อมในหลายด้านก็ตาม”นายอนันต์ กล่าว

...

ส่วนความคืบหน้าการชำระบัญชีและหนี้สินของโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยเป็นการกระทบยอดรายได้ ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาตัวเลขที่ถูกต้องที่สุด เบื้องต้นมีภาระทางการเงินที่ต้องพิจารณาประมาณเดือนละ 50 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขสุดท้ายได้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและนำเสนอให้คณะกรรมการ รฟท. รวมถึงคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายพิจารณาอีกครั้ง

นายอนันต์ กล่าวย้ำว่า รฟท.ยังคงเห็นว่าแนวทางที่ดีที่สุด คือการเดินหน้าโครงการตามแนวทางแรก เนื่องจากเป็นแนวทางที่ช่วยลดขั้นตอนทางกฎหมายและทำให้การก่อสร้างสามารถดำเนินต่อได้ทันที แต่หากเอกชนยังยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้และประสงค์ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย รฟท.ก็จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยยึดประโยชน์สาธารณะ ความต่อเนื่องของโครงการ และการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์แก่ประชาชนเป็นสำคัญ

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม