กระทรวงคมนาคมเปิดฉาก MOT New Chapter กางแผนพัฒนา 20 ปี เล็งดึงทุน Thailand Future Fund และ PPP ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หวังลดพึ่งพางบรัฐ เร่งดันไทยยึดแท่นฮับโลจิสติกส์อาเซียน
คมนาคมกางโรดแมป MOT New Chapter หวังดันเศรษฐกิจยั่งยืน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ "MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ปี 2569-2570ว่า การดำเนินการครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อนำนโยบายที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม โดยหลังจากขับเคลื่อนงานมาเกือบครบ 1 ไตรมาส การประชุมดังกล่าวจึงเป็นทั้งการติดตามความคืบหน้า และการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานในสังกัด
ทั้งนี้ กระทรวงได้แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ทางบก ทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเปิดเวทีให้แต่ละภาคส่วนได้หารือร่วมกัน ลดข้อจำกัดระหว่างหน่วยงาน และเชื่อมโยงโครงการต่างๆ ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของนโยบาย Quick Win ช่วงปี 2569–2570 ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่มุ่งให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์และได้รับประโยชน์ทันที อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคมนาคมของประเทศไม่ได้มองเพียงระยะสั้น แต่กำลังวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 10–20 ปี ควบคู่กันไป โดยจะจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้การลงทุนในอนาคตสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่การพัฒนาแบบแยกส่วน แต่เป็นโครงข่ายระดับประเทศและภูมิภาคที่ครบวงจร
...
ปรับเป้าหมายระยะยาว ดึงแหล่งทุนใหม่ลดพึ่งพางบรัฐ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้เริ่มวางทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งใหม่ ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตั้งแต่ปี 2570 ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีเป้าหมายการดำเนินงานร่วมกัน โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมแตกต่างจากโครงการทั่วไป เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการหลายปี ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 3-6 เดือน ดังนั้นการวางแผนระยะยาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นต้องระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของกระทรวง ครอบคลุมการคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่ม ตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงคมนาคมกำหนด ก่อนจะนำข้อเสนอทั้งหมดมาสรุปผลร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 13 กรกฎาคม เพื่อจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการของกระทรวง
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ได้มอบนโยบายเพิ่มเติมว่า กระทรวงคมนาคมในยุคปัจจุบันไม่ควรพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองหาแนวทางระดมทุนจากแหล่งอื่นมาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปี อาจลดเหลือเพียง 15 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 5 ปี หากสามารถจัดหาแหล่งเงินลงทุนเพิ่มเติมได้
รักษาสถานะผู้นำโลจิสติกส์อาเซียน
ทั้งนี้ หากโครงสร้างพื้นฐานสามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกันได้รวดเร็ว จะช่วยลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยความรวดเร็วในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนได้ แม้ว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านจะเร่งลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมยังมั่นใจว่าประเทศไทยยังคงมีศักยภาพนำหน้าประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายปี แต่หากต้องการรักษาความได้เปรียบดังกล่าวไว้ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เร็วขึ้น ซึ่งการพึ่งพางบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงต้องเปิดทางให้มีการระดมทุนจากภาคเอกชนและตลาดทุนมากขึ้น โดยแนวทางการระดมทุน จะพิจารณาเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างรายได้หรือจัดเก็บค่าบริการได้ เช่น โครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือโครงการมอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง ซึ่งสามารถนำรายได้ในอนาคตไปต่อยอดเป็นเครื่องมือระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund หรือรูปแบบอื่นในตลาดทุนได้
สำหรับโครงการระบบรางนั้น กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทยสามารถยกระดับผลประกอบการจนถึงจุดคุ้มทุนในอนาคต เพราะเมื่อมีฐานะทางการเงิน
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม