คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังหาทางออกไม่ให้คณะกรรมการบอร์ดเกิดความขัดแย้งกันจนเป็นที่อื้อฉาว และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอีกประเด็น
โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 - 2573)...รวมถึงการจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) สำหรับกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทยในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการภายหลังการสิ้นสุดอายุใบอนุญาตของทีวีดิจิทัลที่เหลืออยู่ 18 ช่อง จากเดิมที่มีผู้ประมูลได้ทั้งสิ้น 24 ช่อง
การพิจารณาวาระดังกล่าว หากไม่เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 มิ.ย. ก็จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่มีเส้นตายในวันที่ 30 มิ.ย. มิฉะนั้นอาจมีผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้องเข้าสู่การพิจารณาของศาล
ก่อนหน้านี้ บอร์ด กสทช. ฝ่ายหนึ่ง ได้เปิดเวทีกลางเพื่อหารือเกี่ยวกับผลการศึกษาต้นแบบของแพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า National Platform ซึ่งระบุเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาการรวมช่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตลอดจนถึงการรวมเอาโฆษณา รายได้ และข้อมูลต่างๆ เข้าไปอยู่ในระบบเดียวกันของแพลตฟอร์มที่ว่านี้ โดยมี กสทช. เป็นผู้ให้การสนับสนุนและบริหารจัดการบริการเสริมที่วิ่งอยู่บนโครงข่าย OTT (Over-the-Top: บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ส่งเนื้อหาจำพวกวิดีโอ เสียง หรือภาพยนตร์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยตรง) ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลมาเป็นช่องทางเผยแพร่เนื้อหา
แต่แผนแม่บทและแผนที่นำทางดังกล่าวกลับไม่คืบหน้า ด้วยเหตุผลที่บอร์ดอีกฟากมีความเห็นว่า ทีวีดิจิทัลแต่ละช่องล้วนมีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเองอยู่แล้ว และต่างก็ประมูลเข้ามาภายใต้เจตนารมณ์และกระบวนการตัดสินใจของตนเอง โดยเฉพาะการมีจุดแข็งที่แต่ละช่องต้องการบริหารกิจการทีวีดิจิทัลด้วยตัวเอง
...
ที่สำคัญก็คือ โครงข่าย OTT ไม่ได้ถูกพัฒนาตามที่มีการวางแผนไว้ คงมีแต่คำพูดสวยหรูเท่านั้นที่จะพัฒนาโครงข่ายกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ให้ก้าวไปสู่ระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างคลื่น 4G และ 5G
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และหากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถใช้แผนเดิมไปพลางๆ ก่อนได้
เขากล่าวด้วยว่า ไม่ได้มีเจตนาจะถ่วงเวลาเรื่องนี้ แต่ทั้งแผนแม่บทและแผนที่นำทางเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมาก จำเป็นต้องหารือร่วมกัน ซึ่งอาจจะต้องมีคนกลางหรือสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย
อย่างไรก็ตาม การประมูลทีวีดิจิทัลใหม่ จะดำเนินการภายในปี 2570 ให้เสร็จสิ้นทันก่อนใบอนุญาตเก่าของทีวีดิจิทัลทั้ง 18 ช่องจะหมดอายุลง
ส่วนสนนราคาค่าใบอนุญาตใหม่ มีรายงานแจ้งว่า หากใช้ราคาประมูลขั้นต้นเดิมเป็นตัวกำหนด โดยเริ่มต้นจากใบอนุญาตทีวีดิจิทัล HD ที่ราคากว่า 10,000 ล้านบาท (ยังไม่รวมช่องรายการวาไรตี้ ข่าว และรายการเด็ก) ก็คงยากที่จะมีทีวีดิจิทัลช่องใดเข้าร่วมประมูลได้
เนื่องจากจำนวนผู้ชมลดน้อยลงอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่กว่า 70% หันไปดูแพลตฟอร์มสตรีมมิงจากต่างประเทศและในประเทศที่ขี่อยู่บนเครือข่าย OTT ซึ่งข้อได้เปรียบสำคัญคือ แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ต้องเสียค่าใบอนุญาตดำเนินกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียงให้แก่ กสทช.
ตรงกันข้ามกับทีวีดิจิทัลที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการออกอากาศ พร้อมๆ ไปกับการแบกรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในการดำเนินธุรกิจด้วยตัวเอง ในยามที่พฤติกรรมของผู้บริโภคมุ่งไปสู่การแสวงหารูปแบบรายการใหม่ๆ จากสตรีมมิง
ดังนั้นราคาประมูลใบอนุญาตใหม่จึงควรต้องลดต่ำลงอย่างมาก นักกิจการโทรทัศน์บางรายให้ความเห็นว่า กสทช. ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเท่าที่ควร โดยเฉพาะการไม่ขยายโครงข่าย OTT ออกไป
ในขณะที่ทีวีดิจิทัลกำลังถูกดิสรัปต์โดยสตรีมมิง นักข่าวอิสระ ยูทูบเบอร์ เพจข่าว พอดแคสต์ และแม้แต่คลิปไวรัลจากประชาชน ซึ่งสามารถออกอากาศทางออนไลน์ได้รวดเร็วทันทีที่พบเหตุการณ์สำคัญ จนทำให้ทีวีหลายช่องกลายเป็นเพียง "ผู้ตามกระแส" บนโลกโซเชียล มากกว่าจะเป็น "ผู้สร้างกระแส" เอง
ประเด็นนี้น่าจะทำให้บอร์ด กสทช. ตระหนักได้ว่า ค่าใบอนุญาตใหม่ควรมีราคาลดลงเหลือเท่าใด เช่น หากตั้งราคาไว้ที่ 100 ล้านบาทต่อช่อง (รวม 18 ช่องเป็นเงิน 1,800 ล้านบาท) เมื่อนำไปเทียบกับการให้เงินสนับสนุนที่เกินกว่าปีละ 2,000 ล้านบาทแก่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ค่าใบอนุญาตใหม่ที่ กสทช. จะได้รับก็ยังถือว่าต่ำกว่ารายจ่ายที่ให้แก่ไทยพีบีเอสเสียอีก
ส่วนผู้ที่มองว่า ทีวีดิจิทัลหลายช่องอาจยอมจ่ายแพงเพื่อต้องการรักษาอิทธิพลทางสื่อ มีอำนาจต่อรองโฆษณา เป็นแบรนด์ที่สร้างมาหลายสิบปีเพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดไปสู่ออนไลน์ หรือเพียงเพื่อป้องกันฐานธุรกิจเดิมไว้มากกว่าการลงทุนเพื่อเติบโตนั้น...ต้องไม่ลืมว่า สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันและอนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบัน "ช่องโทรทัศน์" กับ "สื่อ" ไม่ใช่เรื่องเดียวกันอีกต่อไป
...
โทรทัศน์ไม่ใช่ประตูบานเดียวของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิงเหมือนในอดีต ที่เคยผูกขาดช่องทางการเผยแพร่ ควบคุมการเข้าถึงของผู้ชมจำนวนมาก และสามารถกำหนดวาระของสังคมได้ โดยเฉพาะในเวลาไพรม์ไทม์ที่มีคนรอติดตามการออกอากาศ
คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสาธารณะ หากไม่มีผู้ประกอบการรายใดเห็นว่าคุ้มค่าพอที่จะลงทุนใช้ ก็สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของทีวีภาคพื้นดินได้เปลี่ยนไปแล้ว
ปัญหาจึงตกอยู่ที่รัฐและ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ว่าควรจะทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนแจ่มแจ้งเสียทีว่า
1. จะลดราคาและปรับเงื่อนไขใบอนุญาตลงหรือไม่
2. ควรลดจำนวนช่องที่ต้องมีในตลาดลงด้วยหรือไม่
3. ควรปรับบทบาทคลื่นความถี่ไปใช้ในด้านอื่นๆ บ้างหรือไม่ เช่น วิทยุ และกิจการโทรคมนาคม
4. ออกแบบระบบใหม่ที่สอดรับกับยุคสตรีมมิงและออนไลน์ให้มากขึ้น
ภาพที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า หาก กสทช. แสดงบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจน โทรทัศน์จะยังคงไม่หายไปไหน ส่วนจะกลายเป็นหนึ่งในหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกในระบบเศรษฐกิจ ที่ยังสร้างงานสร้างรายได้ต่อไปเถอะ