“สิริพงศ์” แจงปมไฟสาธารณะ ชี้ อปท.-เทศบาล-กทม. ได้รับการดูแลในหลักการเดียวกันทั่วประเทศ รัฐบาลเร่งรื้อโครงสร้างต้นทุนค่าไฟ หวังลดภาระประชาชนระยะยาว ยืนยันพร้อมร่วมทุกแนวทาง หากไม่กระทบภารกิจบริการสาธารณะ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีประเด็นค่าไฟฟ้าสาธารณะสำหรับระบบไฟส่องสว่างบนกรมทางหลวง  (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ว่า เรื่องดังกล่าวมีที่มาจากแนวทางปฏิบัติที่ใช้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2530 โดยในอดีตกรมทางหลวงเคยมีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อชำระค่าไฟฟ้าส่องสว่างเป็นวงเงินหลายร้อยล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีสายไฟฟ้าจำนวนมากพาดผ่านเสาไฟฟ้าที่เป็นทรัพย์สินของกรมทางหลวง จึงเกิดคำถามว่าหน่วยงานด้านคมนาคมเคยเรียกเก็บค่าเช่าการใช้ทรัพย์สินดังกล่าวจากการไฟฟ้าหรือไม่

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จากการหารือในช่วงเวลานั้น การไฟฟ้าได้กำหนดแนวทางยกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับไฟสาธารณะของกรมทางหลวง เนื่องจากเป็นบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะเดียวกันกรมทางหลวงก็ไม่ได้เรียกเก็บค่าเช่าการใช้เสาไฟฟ้าหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจากการไฟฟ้าเช่นกัน ถือเป็นการต่างฝ่ายต่างสนับสนุนภารกิจเพื่อประชาชน ต่อมาคณะกรรมการกระจายอำนาจได้มีความเห็นว่า หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ต่างมีภารกิจดูแลไฟสาธารณะเพื่อให้บริการประชาชนเช่นเดียวกัน จึงสมควรได้รับการยกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้แนวทางการบริหารจัดการค่าไฟสาธารณะกลายเป็นนโยบายในภาพรวมของภาครัฐและหน่วยงานด้านพลังงาน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเท่านั้น

...

ส่วนกรณี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้า เพื่อให้นายกรัฐมนตรีเห็นภาพรวมว่าภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในแต่ละเดือนประกอบด้วยต้นทุนจากส่วนใดบ้าง และสามารถหาแนวทางลดภาระให้ประชาชนได้อย่างไร ซึ่งภายหลังรับทราบข้อมูล นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาในหลายรูปแบบ โดยกระทรวงคมนาคมไม่มีข้อขัดข้องต่อแนวทางใด ๆ ที่จะนำมาใช้ ขอเพียงให้มาตรการที่ออกมาสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้จริง และไม่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการให้บริการประชาชนของหน่วยงานภาครัฐ

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นค่าไฟฟ้าสาธารณะของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทไม่ควรถูกมองว่าเป็นปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะยังรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศที่มีภารกิจดูแลไฟส่องสว่างสาธารณะเช่นเดียวกัน หากในอนาคตมีการปรับโครงสร้างหรือแยกต้นทุนส่วนนี้ออกจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องรับภาระ ก็จำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในภาพรวม

“ไม่ว่าจะใช้วิธีใด สุดท้ายแล้วต้นทุนดังกล่าวยังคงเป็นภาระของระบบ เพียงแต่ต้องพิจารณาว่าจะให้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ หากให้หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้จ่าย หน่วยงานเหล่านั้นก็ต้องขอรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลอยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมขอคือ อย่าให้การจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้กระทบต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือการให้บริการประชาชน กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทไม่เคยมีรายได้จากการเรียกเก็บค่าเช่าการใช้เสาไฟฟ้าจากการไฟฟ้า เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มีการคิดค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทำให้เกิดแนวทางยกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา” นายสิริพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่กระทรวงพลังงานจะพิจารณามาตรการบริหารจัดการต้นทุนจากกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมีโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน เพื่อนำรายได้มาช่วยบริหารจัดการภาระค่าใช้จ่ายในระบบ โดยไม่เพิ่มภาระต่อประชาชนและไม่กระทบงบประมาณภาครัฐ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานด้านพลังงานในฐานะผู้กำหนดนโยบาย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐบาลในการตรวจสอบและปรับลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เพื่อค้นหาต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าและหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยเป้าหมายสำคัญคือการดึงภาระบางส่วนออกจากบิลค่าไฟของประชาชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพในระยะยาว


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม