กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำสินค้า GI ไทยบุกเซี่ยงไฮ้จับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ขยายตลาดผลไม้ GI คุณภาพสู่ผู้บริโภคแดนมังกร พร้อมหารือหัวเหว่ย ใช้ AI ยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ของไทยสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยนำผู้ประกอบการ GI ไทยเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าผลไม้ ณ ตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน สร้างโอกาสขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่ผู้บริโภคจีน โดยปิดดีลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ทันที 500 ตัน พร้อมเตรียมต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด บริษัทชั้นนำระดับโลก ในประเด็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย
...
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งต่อยอดศักยภาพสินค้า GI สู่โอกาสทางการค้าและการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทย และผลักดันสินค้าเกษตรที่มีอัตลักษณ์และคุณภาพโดดเด่นให้เข้าถึงตลาดผู้บริโภคระดับพรีเมียมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพจากประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 260 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวมีสินค้า GI ในกลุ่มผลไม้ 118 รายการ หรือราว 45% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้า GI ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ยกระดับรายได้ของชุมชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยจำนวน 11 รายการที่ได้รับความคุ้มครองใน 33 ประเทศ และมีสินค้า GI ไทย 3 รายการที่สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (CNIPA) อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ มหาสารคาม และศรีสะเกษ) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) และมะขามหวานเพชรบูรณ์
นางอรมน กล่าวว่า ที่ผ่านมาผลไม้ไทยได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในตลาดจีน โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด มะพร้าวน้ำหอม และมะม่วง ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคจีนให้การยอมรับในด้านคุณภาพและรสชาติ อย่างไรก็ดี การนำเสนอสินค้าผ่านกลไก GI ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากสินค้า GI มีจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ แหล่งกำเนิด และคุณภาพเฉพาะถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า การเข้าร่วมกิจกรรม ณ ตลาดฮุยจ่านในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดแสดงสินค้าเท่านั้น แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะและเจรจากับผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้กระจายสินค้ารายสำคัญของจีนโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจความต้องการของตลาด และมีโอกาสต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางการค้าในอนาคต
สำหรับกิจกรรม ณ ตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน นายหลิว เซียงเจี๋ย ผู้จัดการทั่วไปตลาดค้าส่งผลไม้ฮุยจ่าน ได้กล่าวต้อนรับคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการ GI ไทย พร้อมนำเยี่ยมชมการบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการนำเข้าและกระจายผลไม้ที่สำคัญของจีนตะวันออก ครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ทุกเขต รวมถึงมณฑลเจ้อเจียง เจียงซู และอานฮุย อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมผลไม้นำเข้าจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
...
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการนำเสนอศักยภาพและอัตลักษณ์ของสินค้า GI ไทยแก่ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการในตลาดจีน เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่สินค้า GI ไทย โดยนำ 6 สินค้า GI จาก 6 จังหวัด ได้แก่ 1) ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ 2) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช)
3) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี 4) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) 5) ทุเรียนจันท์ (จันทบุรี) และ 6) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าสินค้าจากจีนกว่า 16 ราย โดยกิจกรรมครั้งนี้สามารถต่อยอดผลลัพธ์ทางการค้าได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที เมื่อผู้ประกอบการทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับตลาดฮุยจ่าน สำหรับการซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษล่วงหน้าจำนวน 500 ตัน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่ค้าจีนเกี่ยวกับความต้องการของตลาด มาตรฐานการนำเข้า และแนวโน้มการบริโภคผลไม้คุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาสินค้า ขยายช่องทางการจำหน่าย และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเพื่อรองรับการส่งออกในระยะยาว โดยทางผู้บริหารตลาดฮุยจ่านมีกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเยี่ยมชมแหล่งผลิตสินค้า GI ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจจีนที่มีต่อสินค้า GI ไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในอนาคต
...
ภายหลังกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจสินค้า GI ไทยกับผู้นำเข้าสินค้าจีน อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ยังได้เดินทางไปยังบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ระบบคลาวด์ และนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการภาครัฐ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และการพัฒนาระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการแก่ประชาชน ตลอดจนหารือแนวทางความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะการตรวจสอบคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร รวมทั้งการให้บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในอนาคต
ในการหารือครั้งนี้ กรมฯ ยังได้รับฟังแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาของบริษัท ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 114,000 คน จากพนักงานทั้งหมดกว่า 213,000 คน และมีการลงทุน
...
ด้าน R&D กว่า 192,300 ล้านหยวน หรือคิดเป็น 21.8% ของรายได้รวมของบริษัท พร้อมถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 165,000 ฉบับทั่วโลก นอกจากนี้ ในปี 2567 บริษัทหัวเหว่ยยังเป็นผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty: PCT) มากที่สุดในโลก จำนวน 6,600 คำขอ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย
นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม