กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมร่วม ตม. และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจค้นธุรกิจเสี่ยงย่านห้วยขวาง พบเบาะแสนอมินีทุนต่างชาติเพียบ ทั้งใช้ที่ตั้งซ้ำซ้อน ซูเปอร์มาร์เก็ตไร้ใบอนุญาต และจ้างแรงงานเถื่อน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ได้มอบหมายให้หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง (ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ร่วมตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานประกอบการ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง
เปิด 3 พฤติการณ์ต้องสงสัย "นอมินีทุนต่างชาติ"
จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ พบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำความผิดใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
...
พบ 4 บริษัทใช้ที่ตั้งเดียวกัน จากการขยายผลข้อมูลทางทะเบียนพบว่า มี 1 บริษัทที่มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินี ส่วนอีก 2 บริษัทมีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยกลุ่มเดียวกัน ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท และอีก 1 บริษัทมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมดแต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นในพื้นที่ มีเพียงคนไทยแจ้งว่าเป็นผู้ดูแลแต่ไม่ทราบข้อมูลการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยกลุ่มนี้ มีชื่อเป็นกรรมการในบริษัทที่จัดตั้งเมื่อปี 2565 มีการเปลี่ยนชื่อถึง 5 ครั้ง และไม่ส่งงบการเงินระว่างปี 2566 - 2568 รวมเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งทาง ตม. และกรมฯ จะร่วมตรวจสอบต่อไปว่ามีการประกอบธุรกิจอยู่จริงหรือไม่
ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติถือหุ้น 60% ไร้ใบอนุญาต ตรวจพบบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 60% ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งขณะลงพื้นที่พบว่าร้านปิดบริการ และจากการตรวจสอบไม่พบการขออนุญาตประกอบธุรกิจ เข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกรมฯ จะส่งดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนต่อไป
ร้านอาหารจีนใช้บัญชีส่วนตัวรับเงิน กรณีร้านอาหารจีนที่มีกระแสข่าวไม่รับชำระเงินบาท จากการลงพื้นที่พบคนจีนที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทและพนักงานต่างด้าว โดยกรรมการคนจีนให้ข้อมูลว่าเป็นเจ้าของร้านและลงทุนเองทั้งหมดแต่ชวนคนไทยมาร่วมถือหุ้น จากการตรวจสอบระบบรับชำระเงินย้อนหลัง 5 วัน พบรายได้วันละประมาณ 30,000 บาท โดยบัญชีที่รับโอนเงินเป็นชื่อบัญชีส่วนตัวของกรรมการรายดังกล่าว ทางกรมฯ จึงได้แจ้งให้ธุรกิจเร่งส่งเอกสารชี้แจงเพื่อตรวจสอบเชิงลึก
รวบแรงงานเถื่อน-ต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง
นอกจากประเด็นด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบการกระทำความผิดในส่วนของกฎหมายแรงงานและคนเข้าเมือง โดยกรมการจัดหางานได้ควบคุมตัวคนต่างด้าวในข้อหาไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง และทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้ นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางดำเนินคดี รวมถึงดำเนินคดีกับนายจ้างด้วย ขณะเดียวกันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จับกุมคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 1 ราย และผู้ที่ไม่แจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติอีก 1 ราย นำส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
...
“การปฏิบัติการในครั้งนี้ต้องขอบคุณสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางานเป็นการบูรณาการการทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและประชาชนผู้บริโภค จากการกระทำที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากการลงพื้นที่ครั้งนี้กรมฯ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะประสานข้อมูลระหว่างกันและขยายผลการตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีอย่างเข้มข้นต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม กรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากพี่น้องประชาชนพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม