กระทรวงพาณิชย์ เผยไทยเดินหน้าสู้ต่อ แม้ USTR ประกาศผลไต่สวนขั้นต้น ตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 12.5% ย้ำ USTR ซ้ำๆ ไทยเตรียมออกกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่ผลิต หวังลดภาษีต่ำกว่า 12.5% ในการประกาศผลไต่สวนชั้นที่สุด แต่ยังต้องลุ้น ผลไต่สวนประเด็นมีกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมเดินหน้าเจรจา ART ต่อเนื่อง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลไต่สวนชั้นต้นคู่ค้า 60 ประเทศ รวมถึงไทย ตามมาตรา 301 กฎหมายการค้า ในประเด็นการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ โดยจะเก็บกับสินค้าที่นำเข้าจากไทย 12.5% ว่า การประกาศผลการไต่สวนครั้งนี้ แบ่งประเทศคู่ค้า 60 ประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ รวม 6 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน ซึ่งกลุ่มนี้จะถูกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 10% 

 ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มประเทศที่มีกฎหมายบางส่วน หรือข้อกำหนดบางส่วนห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ หรือที่ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐแล้ว 8 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังคลาเทศ กัมพูชา เอลซัลวาดอร์  กัวเตมาลา มาเลเซีย ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร  ซึ่งจะถูกเก็บอัตรา 10% และกลุ่มที่ 3 ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ รวม 46 ประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สิงคโปร์ รวมถึงไทย เป็นต้น ซึ่งจะถูกเก็บ 12.5% 

...

  อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯได้เสนอมาตรการ และรายการสินค้าที่ได้รับข้อยกเว้นด้วย โดยเสนอกลไกพิเศษสำหรับสินค้าสิ่งทอ ที่สหรัฐฯจะลดอัตราภาษีตามโควตา ที่อิงกับปริมาณการนำเข้าวัตถุดิบสิ่งทอจากสหรัฐฯ ส่วนกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า รวม 1,655 รายการ เพื่อป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบและผลกระทบทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ สินค้าเกษตรและอาหาร (สับปะรด มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง), อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (สมาร์ทโฟน แผงวงจร), พลังงานและแร่ธาตุ, ชิ้นส่วนอากาศยาน 

โดยสินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด คือ มันสำปะหลังแปรรูป ยางพาราแท่ง/น้ำยาง และหน่วยเก็บข้อมูล รวมถึงสินค้าอื่นๆ ทั้ง แป้งมันสำปะหลัง ทุเรียนและผลไม้เมืองร้อน สับปะรดแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เครื่องเทศ ทั้งขมิ้น ขิงเครื่องแกง น้ำยางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง, คอมพิวเตอร์พกพา ฮาร์ดดิสก์ สมาร์ทโฟน แผงวงจรรวม แผงจอภาพ, ทองคำ เงินแท่ง, เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต ยางล้อเครื่องบิน ที่นั่งบนเครื่องบิน 

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ สหรัฐฯจะเปิดให้ประเทศต่างๆ ยื่นคำขอเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ, วันที่ 6 ก.ค. เปิดให้ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อัตราภาษีที่เหมาะสม รายการสินค้าที่ควรเพิ่ม/ถอดออก ความเหมาะสมของสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งไทยจะต้องยื่นข้อมูลต่างๆ ให้กับสหรัฐฯ จากนั้นวันที่ 7 ก.ค.จะเริ่มต้นรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และ 5 วันหลังสิ้นสุดรับฟังความเห็นสาธารณะ จะเปิดให้ส่งข้อโต้แย้งได้

“จากนี้เราจะชี้แจงกับสหรัฐฯ เพื่อให้ลดภาษีจาก 12.5% เป็นอย่างน้อยไม่เกิน 10% เท่ากับคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ โดยจะโต้แย้งว่า เรื่องมาตรฐานแรงงาน ไทยได้ผลักดันการเจรจาพหุภาคีผ่านองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ และเน้นย้ำประสิทธิภาพของกฎหมายแรงงานปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ก็จะแสดงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในอนาคต เสนอแผนดำเนินการที่ชัดเจน มีมาตรการ/กฎระเบียบป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับในบางอุตสาหกรรม ส่วนประเด็นรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า จะชี้แจงว่า สินค้าไทยเป็นวัตถุดิบจำเป็น หากสหรัฐฯจะเก็บภาษีนำเข้า ก็จะทำให้ห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐฯขาดแคลนได้”

นางศุภจี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ จะหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมข้อมูลโต้แย้ง และพิจารณาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กรมศุลกากร ส่วนการเปิดไต่สวน มาตรา 301 ประเด็นการใช้กำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม คือ รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร ที่ขณะนี้ USTR ยังไม่ประกาศผลการไต่สวนขั้นต้นนั้น ก่อนหน้านี้ ไทยได้ชี้แจงสหรัฐฯไปแล้วว่า กำลังการผลิตของผู้ส่งออกหลักของไทยอยู่ที่ 70-95% ไม่ได้ต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมประสานกระทรวงอุตสาหกรรมปรับปรุงฐานข้อมูลดัชนีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (MPI) ให้เป็นปัจจุบันมากขึ้นแล้ว

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า แม้ผลไต่สวนชั้นต้นออกมาแล้ว แต่ไทยจะเดินหน้าเจรจาต่อรองต่อไปเพื่อให้ USTR ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ซึ่งจะย้ำต่อ USTR อีกครั้งว่า ไทยอยู่ระหว่างประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ (HRDD Law) ที่ยกร่างโดยกระทรวงแรงงาน และกระทรวงยุติธรรม เพื่อยกระดับภาคธุรกิจให้ตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้า ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแรงงานบังคับ ซึ่งหวังว่า ในการไต่สวนชั้นที่สุด จะปรับลดอัตราที่เก็บจากไทยให้ต่ำกว่า 12.5%

...

 อย่างไรก็ตาม ไทยยังจะต้องลุ้นต่อกับผลการไต่สวน ตามมาตรา 301 ประเด็นการมีกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยคาดว่า ผลการไต่สวนจะประกาศในเร็วๆ นี้ หรือก่อนวันที่ 24 ก.ค.69 ที่การจัดเก็บภาษีอัตรา 10% กับคู่ค้าตามมาตรา 122 กฎหมายการค้า ทดแทนภาษีตอบโต้ ที่เป็นโมฆะไปแล้วนั้น จะสิ้นสุดระยะเวลาบังคับใช้

 “แม้การเก็บภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯเก็บจากคู่ค้า ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ขณะนี้ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายเรื่องที่ต้องเจรจาลงลึกในรายละเอียดต่อไป ทั้งในเรื่องการเปิดตลาดสินค้าจากสหรัฐฯ หรือยกเว้นเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ การลด/เลิกมาตรการกีดกันทางการค้า การจัดทำมาตรฐานแรงงานตามที่สหรัฐฯเรียกร้อง ซึ่งรวมถึงการห้ามนำเข้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเพิ่มการนำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ เป็นต้น”


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม