คมนาคมล้มโครงการรถไฟฟ้า 40 บาททุกสีทุกสายตลอดวัน เขย่าแผนทำราคาค่าโดยสารร่วม 17 – 45 บาทต่อเที่ยว เหตุเป็นราคาที่ไม่กระทบภาระรัฐบาลในการอุดหนุนค่าโดยสารมากเกินไป และไม่ต้องเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า หันเอาเงินกองทุนตั๋วร่วมมาชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารแก่ประชาชน คาดเฉลี่ยใช้เงินชดเชยปีละ 4,000 ล้านบาท เตรียมเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า ตั้งเป้าดำเนินการให้ได้ในปี 2570
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้า 40 บาททุกสีทุกสายตลอดวัน โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลได้พิจารณาแล้วว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้เฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - คลองบางไผ่ เนื่องจากเป็นโครงการรถไฟฟ้าของภาครัฐ ประกอบกับปัจจุบันได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำเนินโครงการไปแล้ว โดยจะมีการเสนอต่ออายุโครงการนี้ไปอีก 1 ปี จากกำหนดที่จะสิ้นสุดใน 30 พ.ย.2569
ส่วนนโยบายที่จะผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันให้เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายภายในปี 2570 ยอมรับว่ายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องล้มไปเลย เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาเจรจากับภาคเอกชนเพื่อแก้ไขสัญญาสัมปทาน ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถทำเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนได้ทันที กระทรวงฯ จึงเตรียมเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติดำเนินโครงการปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วม ให้กำหนดใช้ราคา 17 – 45 บาทต่อเที่ยว ครอบคลุมการเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย พร้อมยกเลิกการจัดเก็บค่าแรกเข้าระบบรถไฟฟ้าซ้ำซ้อน
“40 บาทตลอดวัน เป็นหลักการที่ทำได้ต้องโอนกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้ามายัง รฟม. ซึ่งขณะนี้ยังมีสัญญาสัมปทานกับเอกชนอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ทันทีตอนนี้ จึงมองว่าเป็นเรื่องของนโยบายลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงฯ จะกำหนดให้ประชาชนชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพียง 17–45 บาทต่อเที่ยว เดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้ากี่สายก็ได้ ส่วนต่างค่าโดยสารนอกเหนือจากนั้น รัฐบาลจะจ่ายชดเชยคืนให้กับประชาชน แนวทางนี้ก็จะไม่ต้องไปแก้สัญญาสัมปทานด้วย เพราะเอกชนยังคงได้รับรายได้ตามเดิม”
...
นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรอบราคาค่าโดยสาร 17 – 45 บาทต่อเที่ยว เป็นราคาที่กระทรวงฯ ประเมินแล้วว่าไม่กระทบต่อภาระเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากนัก โดยคาดว่าเงินอุดหนุนที่จะนำมาดำเนินโครงการนี้จะมาจากเงินกองทุนตั๋วร่วมและรายได้สะสมจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประเมินใช้เงินอุดหนุนอยู่ที่ราว 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งโครงการจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในปี 2570
ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเสนอหลักการดำเนินโครงการดังกล่าวเข้าสู่ ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปศึกษารายละเอียด เพื่อกลับมาเสนอ ครม.เห็นชอบและเริ่มกำหนดใช้ราคาค่าโดยสารนี้ โดยประชาชนที่จะได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการจะต้องแตะจ่ายผ่านบัตร EMV Contactless บัตรเดบิต VISA / MasterCard / UnionPay ที่มีสัญลักษณ์ EMV Contactless หลังจากนั้นรัฐบาลจะจ่ายชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารคืนให้กับบัตร EMV ภายใน 3 วันทำการ
อย่างไรก็ดี เมื่อ ครม.เห็นชอบดำเนินโครงการนี้แล้ว ภาครัฐและเอกชนจะต้องหารือร่วมกันเพื่อจัดทำระบบบริหารจัดการรายได้ (Clearing House) โดยจะยกเลิกมติ ครม.เดิมที่เคยมอบหมายให้สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (DGA) ดำเนินการ มาเป็นการมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยใช้ระบบของธนาคารกรุงไทยที่มีความพร้อมอยู่แล้วมาบริหารจัดการแทน ส่วนทางภาคเอกชนก็จะต้องดำเนินการติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV เพื่อรองรับการเดินทางตามนโยบายนี้
นายสิริพงศ์ เผยถึงประเด็นการเจรจากับเอกชนเพื่อแก้ไขสัญญาสัมปทานด้วยว่า เมื่อรัฐบาลหันมาทำนโยบายปรับค่าโดยสารเป็น 17 – 45 บาทต่อเที่ยว และจ่ายเงินชดเชยให้กับประชาชนโดยสาร ก็ไม่ได้กระทบต่อรายได้ของเอกชน ไม่กระทบต่อสัญญาสัมปทาน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน แต่จะเป็นเพียงการเจรจาให้เอกชนใช้ระบบ Clearing House ตามนโยบายรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคม ว่า ตอนนี้ไม่ได้มีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า หรือเปลี่ยนแปลงสัญญาจาก PPP Net Cost มาเป็นสัญญา PPP Gross Cost แล้ว แต่จะมีเพียงการเสนอ ครม. เรื่องแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) โอนกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้ามายัง รฟม. เฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียว รถไฟฟ้าสายสีทอง และรถไฟฟ้าสายสีแดง
ซึ่งเป็นการโอนกรรมสิทธิ์บริหารจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่เคยเป็นคู่สัญญากับเอกชน เปลี่ยนมาเป็น รฟม.เป็นคู่สัญญา เช่นเดียวกับสายสีแดงจะเปลี่ยนกรรมสิทธิ์จากของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาเป็น รฟม. เพื่อให้การบริหารจัดการระบบค่าโดยสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และอนาคตเมื่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2572 รฟม.ก็จะสามารถบริหารจัดการค่าโดยสารและทรัพย์สินทั้งหมดได้
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า นโยบายค่าโดยสาร 17–45 บาทต่อเที่ยว เป็นเกณฑ์ราคาที่คำนวณมาจากพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเดินทางอยู่ในกรอบราคาค่าโดยสารนี้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่เป็นผลกระทบต่อภาระของรัฐบาลที่จะต้องหาเงินอุดหนุนมากนัก แต่ยอมรับว่าประชาชนจะต้องจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงขึ้น หากเทียบกับนโยบายเดิมคือ 40 บาทตลอดวันครอบคลุมทุกสีทุกสาย
...
"นโยบาย 17 - 45 บาทนี้ จะนำเงินชดเชยมาจากกองทุนตั๋วร่วม เพื่อจ่ายคืนให้กับประชาชน ซึ่งกองทุนตั๋วร่วมนี้ในปีแรกจะนำเงินประเดิมมาจากการเสนอขอ ครม.เพื่อใช้งบประมาณปี 2570 เข้ามาเป็นเงินประเดิมในกองทุน รวมทั้งในปีต่อๆ ไป หากว่าเงินในกองทุนตั๋วร่วมไม่พอกับการชดเชย ก็จะต้องเสนอของบประมาณในปีนั้นๆ"
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม