“ปิยพงษ์” ประเดิมบอร์ด รฟท. นัดแรก เร่งปลดล็อกโครงการรถไฟ “ทางคู่-ไฮสปีด” ยกระดับความปลอดภัยจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลุยสร้างรายได้จากที่ดินและทรัพย์สิน เดินหน้าฟีดเดอร์เชื่อมโครงข่ายรถไฟ พร้อมสั่งทบทวนแผนเพิ่มอัตรากำลัง 2,800 ตำแหน่ง รองรับภารกิจบำรุงรักษาและการขยายระบบรางในอนาคต

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ รฟท. นัดแรกว่า ได้มอบแนวทางการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมการและผู้บริหาร รฟท. โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้การรถไฟฯ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และให้มีการบริการที่เน้นความปลอดภัย รวมถึงให้มีการสร้างรายได้ในอนาคตมากขึ้น

...

ทั้งนี้ ได้หารือถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของ รฟท. ซึ่งหลายโครงการยังเผชิญปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ยังมีประเด็นค้างอยู่ในหลายด้าน จึงเห็นว่าทุกฝ่ายต้องร่วมกันวิเคราะห์และแยกแยะปัญหาในแต่ละโครงการอย่างละเอียด เพื่อหาแนวทางปลดล็อกอุปสรรคที่ทำให้การดำเนินงานล่าช้า เพราะหากโครงการยังติดขัดอยู่ จะส่งผลให้ไม่สามารถเดินหน้าขั้นตอนสำคัญอื่น ๆ ได้ตามแผนที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย ให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากอุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารที่เกิดขึ้นล่าสุด ที่ประชุมได้มีการทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,600 จุด แบ่งเป็นจุดตัดที่มีเครื่องกั้นและระบบป้องกันประมาณ 600 จุด ส่วนที่เหลืออีกกว่า 2,000 จุด ยังเป็นจุดตัดในระดับเดียวกันกับถนน

นายปิยพงษ์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับ รฟท. ว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินและที่ดินขององค์กรต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะที่ดินบริเวณสถานีรถไฟและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ รฟท. มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว แต่ควรเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการท่องเที่ยวทางราง ผ่านการจัดขบวนรถพิเศษและเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับนโยบาย Open Access ซึ่งกฎหมายได้เปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางได้มากขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบและโครงสร้างรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ส่วนการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อหรือฟีดเดอร์ (Feeder) นั้น เห็นว่าเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะการก่อสร้างสถานีรถไฟเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีระบบเชื่อมต่อที่สะดวกในการนำผู้โดยสารเข้าสู่สถานี โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จุดจอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงระบบขนส่งเชื่อมต่อให้สอดคล้องกับการเดินทางของประชาชน ในส่วนของการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ทั้งสายเดิมและสายใหม่ จำเป็นต้องมีการวางแผนเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโครงข่ายทางรางได้อย่างเต็มศักยภาพ

นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังของ รฟท.นั้น ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กร โดยที่ประชุมบอร์ด รฟท.จึงได้หารือถึงแผนการขออัตรากำลังเพิ่มเติมจำนวน 2,800 ตำแหน่ง ซึ่ง รฟท. ต้องจัดทำข้อมูลเชิงลึกและเหตุผลรองรับอย่างรอบด้าน เนื่องจากการรถไฟฯ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังมีภาระทางการเงิน การเพิ่มบุคลากรจึงต้องอธิบายให้ชัดเจนถึงความจำเป็น ผลกระทบด้านต้นทุน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยทางออกที่บอร์ด รฟท.ได้เสนอให้ รฟท. จัดทำรายละเอียดในระดับสายงานอย่างชัดเจน ว่าปัจจุบันแต่ละภารกิจต้องใช้กำลังคนเท่าใด และในอนาคตตำแหน่งใดที่ยังมีความจำเป็น ตำแหน่งใดที่อาจถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี หรือมีเอกชนเข้ามารับบทบาทมากขึ้น เพื่อให้การวางแผนอัตรากำลังสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาองค์กรในระยะยาว

...

นายปิยพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ รฟท. ต้องแสดงให้เห็นคือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักในอนาคตยังมีความจำเป็น เช่น งานบำรุงรักษาราง งานดูแลระบบอาณัติสัญญาณ และงานซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อมีผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาใช้โครงข่ายทางรถไฟในอนาคต เพราะหากระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่มีมาตรฐานที่ดี ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ

สำหรับการขออัตรากำลังคนเพิ่มเติมนั้น หลังจากนี้จะต้องเสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดิม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านการเงิน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนตัวเลขอัตรากำลังที่ขอเพิ่มเติมจำนวน 2,800 อัตรา ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม