ศวปถ. กางสถิติ เด็กไทยสังเวยอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 1 ใน 5 จี้สภาพัฒน์ดันเข้าแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 สกัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 5.9 แสนล้านบาทต่อปี ชงรัฐแก้กฎหมายจราจรด่วนเซฟอนาคตของชาติ

เมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายจัดเวทีหารือประเด็น “แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14: ซ่อม เสริม ความปลอดภัยทางถนน สร้างอนาคต ยกระดับทุนมนุษย์” โดยมีเป้าหมายพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการที่ลดการสูญเสียควบคู่กับการยกระดับทุนมนุษย์อย่างเป็นระบบสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในมุมมองมิติการรักษาทุนมนุษย์จากภัยที่สามารถป้องกันได้ เป็นส่วนหนึ่งของกรอบ การติดตามและประเมินผลของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

จากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ระหว่างสถานีคลองตัน-มักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย รวมถึงเยาวชนอนาคตไกล ตอกย้ำความจริงที่ว่า “หนึ่งชีวิตที่เสียไปจากอุบัติเหตุทางถนน เท่ากับเสียโอกาสในการสร้างทุนมนุษย์” เพราะความสูญเสียเพียงหนึ่งเคส สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สินครอบครัว และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

...

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ พบว่า ปี 2569 ที่ผ่านมา สัดส่วนการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนกระจุกตัวอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี (ระบบบูรณาการข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (RTIDC), กรมควบคุมโรค, 2569) อุบัติเหตุทางถนนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ถูกประเมินว่าสูงกว่า 3.3% ของ GDP หรือราว 5.9 แสนล้านบาทต่อปี (TDRI) ซึ่งเป็นงบประมาณที่มากพอสำหรับพลิกโฉมโครงสร้างนวัตกรรมของประเทศได้ทั้งระบบ

คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชูนโยบาย “ซ่อมสังคม เสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย” ยกระดับความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแกนกลางในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยย้ำว่า “หัวใจสำคัญของแผนฯ คือการรักษาและพัฒนาทุนมนุษย์” พร้อมผลักดันให้สังคมปรับกรอบความคิดจาก ไม่เป็นไร สู่ต้องปลอดภัย เนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมากสามารถป้องกันได้ แต่สังคมยังคงเคยชินกับความสูญเสีย ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน และหัวหน้าครอบครัว ซึ่งล้วนเป็นทุนมนุษย์สำคัญของประเทศ และย้ำว่าความปลอดภัย ควรถูกยกระดับให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นวัฒนธรรมสำคัญในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนไม่เพียงกระทบต่อชีวิตและครอบครัว แต่ยังสะท้อนการรั่วไหลของทุนมนุษย์ ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในระยะยาว ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ระดับสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ กล่าวว่า “ประเทศไทยสูญเสียทุนมนุษย์มหาศาลจากปัญหาอุบัติเหตุทางถนน เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญคือ (1) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม ยานพาหนะ และพฤติกรรมการขับขี่ (2) การเพิ่มประสิทธิภาพและความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย (3) การกำกับดูแลเพื่อลดการพึ่งพาการใช้รถจักรยานยนต์ของประชาชน และ (4) การสร้างทางเลือกของระบบขนส่งสาธารณะ ที่ครอบคลุมและเป็นธรรม ควบคู่กับการอุดหนุนและพัฒนาคุณภาพบริการ”

...

คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน การแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนจำเป็นต้องดำเนินการในเชิงระบบ โดยเฉพาะการปรับปรุงกลไกรัฐและการออกแบบถนนให้เอื้อต่อความปลอดภัย อาทิ การจัดวางทางม้าลายในจุดที่เหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐสภา เร่งผลักดันการแก้ไขพรบ.จราจร เช่น ให้มีคู่มือมาตรฐานกลาง ในการจัดการประเด็นทางม้าลาย รวมถึงติดตาม ตรวจสอบสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง และเปิดพื้นที่ให้สภาเด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถามและติดตามการทำงานของภาครัฐในประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมมีความเห็นร่วมกันว่า การพัฒนาทุนมนุษย์จะยังไม่สมบูรณ์ หากขาดมิติของการ “รักษา” และ “ปกป้อง” คนเอาไว้ควบคู่กันไป โดยเฉพาะจากภัยที่สามารถป้องกันได้อย่างอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งควรถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป