กกร. ชี้ขัดแย้งตะวันออกกลางคือ 'ระเบิดเวลา' แต่ห่วง 'วิกฤตแรงงาน' ทุบซ้ำ จี้รัฐเร่งต่อใบอนุญาตต่างด้าวด่วน เพื่อพยุงเศรษฐกิจและป้องกันปัญหาแรงงานเถื่อนลุกลามสู่ความมั่นคง

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 69 นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล เริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม

โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การเกษต ร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม  

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ถึง 0.1 - 0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง 

แต่มันคือ "ระเบิดเวลา" ทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงานและต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง คือโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

อย่างไรก็ดี วิกฤตดังกล่าวอาจเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก เนื่องจากคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด สิ่งสำคัญคือ การบูรณาการและประเทศไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใดเป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกาเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 

...

ในด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เคยเดินทางไปตะวันออกกลาง เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายังเอเชีย อาเซียน และประเทศไทยมากขึ้น 

นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนหรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลางอาจมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (Safe Area) สำหรับการพักอาศัยหรือการลงทุน  ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

จากที่กล่าวมาเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ภาคเอกชน ยังประสบปัญหาสำคัญและมีความกังวลอย่างมาก คือ  ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 


ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ

นอกจากนี้ประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยสถานการณ์ในขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักและเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  กกร.ขมีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ปัญหาแรงงานต่างด้าวขณะนี้ที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเร็ว โดย กกร. ตระหนักดีว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงควบคู่กับมิติทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน 

อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบันอย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น จึงมีความจำเป็นให้มีมาตรการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเฉพาะหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่งและจะต้องดำเนินการโดยเร็ว 

ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบผิดกฎหมายยากต่อการควบคุมดูแลซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศได้ ขณะเดียวกันควรเร่งวางแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านกำลังแรงงานของประเทศ