ประธานสอบสวนข้อเท็จจริงลั่น ขอเวลา 15 วันสรุปผลข้อเท็จจริงเรื่องทั้งหมดรายงานต่อ “พิพัฒน์” ส่วนรายละเอียดผลการสอบสวนไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เนื่องจากมีผลต่อรูปคดี

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี รถไฟชนรถโดยสารประจำทาง สาย206 ที่บริเวณข้ามทางรถไฟแยกมักกะสัน โดยมี กรมการขนส่งทางราง ,กรมการขนส่งทางบก และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าร่วมประชุมสอบสวนข้อเท็จจริงจากกรณีดังกล่าว

โดยนายจิระพงศ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง รายงานต่อผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคม และนำข้อมูลไปใช้ถอดบทเรียนด้านความปลอดภัยในอนาคตโดยนำข้อเท็จจริงจากส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องมาร่วมสรุป มีกรอบสอบสวนใน 30 วันแต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเร่งสรุปรายละเอียดต่างได้ภายใน 15 วัน หรือ 2 มิ.ย.69 และเสนอผลสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีรถไฟชนรถเมล์ ต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม แต่ทางคณะกรรมการฯจะยังไม่สามารถรายงานในรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรือสรุปได้ว่าใครกระทำความผิด  เนื่องจากรายละเอียดเกี่ยวพันกับ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งคนขับรถไฟ คนทำหน้าที่ไม้กั้น อาณัติสัญญาณรถไฟ รวมถึงช่างเครื่อง บนขบวนรถไฟดังกล่าว เพราะทุกอย่างจะอยู่ เกี่ยวพันกับสำนวนทางคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

...

เปิดไทม์ไลน์วงจรปิด 4 มุม นาทีเกิดเหตุ

ในการแถลงข่าว ที่ประชุมได้เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดจำนวน 4 มุม เพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งฝั่งรถเมล์ จุดตัดทางรถไฟ และสภาพการจราจรโดยรอบ โดยข้อมูลจากการตรวจสอบภาพวงจรปิด พบลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

  • เวลา 15.33.22 น. รถโดยสารประจำทางสาย 206 เคลื่อนผ่านเครื่องกั้นทางรถไฟด้านแรก

  • เวลา 15.33.27 น. รถเมล์หยุดค้างอยู่บนบริเวณรางรถไฟ

  • เวลา 15.33.31 น. ระบบสัญญาณและเครื่องกั้นเริ่มทำงาน

จากภาพวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่กั้นถนนพยายามกดปุ่มเพื่อให้ไม้กั้นลงมา แต่ไม่สามารถปิดได้เนื่องจากมีรถยนต์กีดขวางอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเตือนและโบกธงแดงเพื่อส่งสัญญาณให้ขบวนรถไฟหยุด แต่รถไฟวิ่งเข้าสู่จุดตัดและชนเข้ากับรถเมล์ที่ติดค้างอยู่บนรางในที่สุด

ด้าน พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งแก้จราจรจุดตัดอโศก โดยเริ่มใช้มาตรการเฉพาะหน้าบริเวณจุดตัดอโศก-กำแพงเพชร 7 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณรถหนาแน่นมากกว่า 3,000 คันต่อชั่วโมงในช่วงเร่งด่วน โดยขณะนี้มีการทดลองปรับจำนวนช่องทางจราจร ลดการตัดกระแสรถบริเวณจุดตัด พร้อมส่งกำลังตำรวจจราจรประจำพื้นที่ตลอดช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อป้องกันรถฝ่าฝืนเข้าไปอยู่บนรางรถไฟ  

ขณะที่ กทม. เริ่มติดตั้งแผงกั้นยืดหด ตีเส้นจราจรแบบ ห้ามหยุด บริเวณหน้าทางรถไฟ และเตรียมนำระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติเข้ามาเชื่อมสัมพันธ์กับแยกอโศกเพชรบุรี เพื่อป้องกันการสะสมของรถบนทางตัด โดยจุดตัดดังกล่าวอยู่ห่างแยกอโศกเพชรบุรีเพียงประมาณ 120 เมตร ทำให้สัญญาณไฟต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ในอนาคตจะใช้ระบบสัญญาณควบคุมตลอดเวลา เพื่อลดการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุด

ส่วนกรณีที่มีหลายคนสอบถามว่า ในช่วงที่มีรถจอดคร่อมทางรถไฟ และไม่สามารถระบายรถได้ ทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ณ.จุดเกิดเหตุได้มี เจ้าพนักงาน รฟท.ได้มีการประสานมายังป้อมตำรวจบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้ตำรวจช่วยเปิดไฟระบายการจราจรบริเวณนั้นก่อนที่ รถไฟจะผ่านหรือไม่นั้น  ในเรื่องนี้ทาง รฟท.ไม่ได้มีการประสานมาเพื่อให้ช่วยระบายรถแต่อย่างใด

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม