กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย ดีเจนุ้ย ยื่นจดเครื่องหมายการค้า “เสียงหัวเราะ” ป้องกันมิจฉาชีพใช้ AI เลียนแบบเสียง พร้อมเปิดสถิติไทยรับจดแล้ว 114 เครื่องหมาย
ดีเจนุ้ย ยื่นจดเครื่องหมายการค้า “เสียงหัวเราะ”
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่ไทยได้ปรับปรุงพ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559) เพื่อเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองเครื่องหมายเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงคน เสียงสัตว์ เสียงเพลง เสียงดนตรี หรือเสียงอื่นๆ ที่ไม่ได้สื่อถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงนั้น ล่าสุด มีบุคคลที่มีชื่อเสียงของไทย เช่น ดีเจนุ้ย หรือธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง คือ “เสียงหัวเราะ” ของตนเอง ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวต่อกรมแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งถือเป็นแนวทางการคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน
...
เปิดสถิติ “เครื่องหมายการค้าเสียง” ในไทย ธุรกิจตอบรับคึกคัก
ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเสียงในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 494 คำขอ แบ่งเป็น:
ผู้ประกอบการไทย: 438 คำขอ (คิดเป็น 88.7%)
ผู้ประกอบการต่างชาติ: 56 คำขอ (คิดเป็น 11.3%)
ปัจจุบันมีเครื่องหมายที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 114 เครื่องหมาย และอยู่ระหว่างพิจารณา 138 คำขอ โดยธุรกิจไทยที่ยื่นจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท กาลิน อีคอมเมิร์ซ จำกัด (7 คำขอ), บริษัท ฟ้าอรุณพืชผลเพื่อไทย จำกัด (4 คำขอ) และบริษัท ยูนิ-ชาร์ม คอร์ปอเรชั่น (4 คำขอ) ขณะที่ตัวอย่างเครื่องหมายเสียงที่คนไทยคุ้นเคยและได้รับการจดทะเบียนแล้ว เช่น เสียงดนตรีจากรถไอศกรีมวอลล์ เป็นต้น
ศิลปินระดับโลกตื่นตัว ป้องกัน AI เลียนแบบเสียง
ภาคธุรกิจไทย และบุคคลที่มีชื่อเสียงเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ “เสียง” เพื่อสร้างการจดจำและต่อยอดมูลค่าแบรนด์มากขึ้น ขณะที่ในต่างประเทศ ศิลปินระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ก็ได้ยื่นจดเครื่องหมายเสียง 2 รายการ ได้แก่ ข้อความเสียง “Hey, it's Taylor Swift” จากโฆษณาโปรโมตอัลบั้มกับ Amazon Music และข้อความเสียง “Hey, it's Taylor” จากคลิปโปรโมตอัลบั้มกับ Spotify สะท้อนให้เห็นว่า “เสียง” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะในยุคที่ AI สามารถเลียนแบบน้ำเสียงหรือสร้างเสียงเสมือนจริงได้อย่างแนบเนียน จนอาจนำไปสู่การแอบอ้างตัวตน การสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค หรือการนำเสียงไปใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ดังนั้น กรมจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิในเสียงที่ตนสร้าง และจดทะเบียนเพื่อป้องกันการละเมิดหรือลอกเลียนแบบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากการถูกลอกเลียนหรือแอบอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก AI ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม