พาณิชย์นำทีมไทยแลนด์ แจงสหรัฐฯ หวังพ้นข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ และมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ย้ำชัดๆ ห่วงโซ่อุปทานไทยปลอดแรงงานบังคับ และปฏิเสธข้อหากำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมตอกย้ำว่าไทยยึดมั่นในระบบการค้าเสรี และเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะผู้แทนฝ่ายไทย นำโดยน.ส. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้หารือระดับเทคนิคกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อวันที่ 13–14 พ.ค.69 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ในประเด็นการใช้แรงงานบังคับ และมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้การไต่สวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้า (Trade Act of 1974)
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำว่า ห่วงโซ่อุปทานสินค้าของไทยปลอดแรงงานบังคับ โดยไทยบังคับใช้กฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวด และสินค้าส่งออกของไทยได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้ซื้อในสหรัฐฯ รวมถึงองค์กรเอกชนระหว่างประเทศว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและปราศจากแรงงานบังคับ นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าในระยะยาว ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการป้องกันแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
...
สำหรับกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐฯ กังวลว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ จนส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยในระดับสูงนั้น ไทยยืนยันว่า ไทยยึดมั่นในระบบการค้าเสรีและกลไกตลาด โดยการผลิตและการลงทุนเป็นการตัดสินใจของภาคเอกชนตามภาวะตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ภาครัฐไม่มีนโยบายกำหนดเป้าหมายการผลิต แต่มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมกับยืนยันว่า ไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหา
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้า (Transhipment) นั้น กรมการค้าต่างประเทศได้ย้ำถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ ในการเฝ้าระวังและป้องปรามการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐฯ รวมถึงการยกระดับมาตรการตรวจรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจากไทยเป็นสินค้าที่ผ่านการแปรสภาพอย่างเพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนด
“การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร โฝ่ายไทยได้เน้นย้ำว่า ไทยและสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรทางการค้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ไทยเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ และสินค้าจากไทยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐฯ จึงไม่ใช่ภัยคุกคามทางการค้า พร้อมยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไป”
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม