“พิพัฒน์” สั่งการบ้าน กทพ. เร่งเดินหน้าทุกโครงการของการทางฯ ตามแผน ยืนยันถนนพระราม 2 ใช้งานได้ตลอดสายช่วงต้นปีใหม่ 70 พร้อมเปิดวงหารือสร้าง “ทางด่วนชั้น 2” ศึกษาความคุ้มค่า-ผลกระทบประชาชน ลุยเดินหน้าสร้างอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง แต่ขอปรับขนาดอุโมงค์ลง จาก กว้าง 17 เมตร เหลือ 14 เมตร เพื่อความปลอดภัย เตรียมเสนอบอร์ดพิจารณา ก่อนชง ครม.ไฟเขียวมิถุนายนนี้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจมอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ได้กำชับให้ กทพ. เร่งดำเนินการก่อสร้างทางด่วนบนถนนพระราม 2 ให้แล้วเสร็จ และเปิดใช้งานให้บริการประชาชนได้ในต้นปี 70 โดยให้กทพ.ให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการด้านความปลอดภัยในการก่อสร้างทุกโครงการ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
ส่วนโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck จากตามแผนดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่ ทางด่วนพระรามเก้าไปยังงามวงศ์วานนั้น โครงการดังกล่าว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความคุ้มค่า โดยสหภาพแรงงาน กทพ. ได้ยื่นหนังสือถึงตนและปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งกระทรวงพร้อมรับฟังความคิดเห็นก่อนตัดสินใจหรือเสนอ ครม.
...
“กระทรวงคมนาคม ผู้บริหาร กทพ. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันหารือถึงความเหมาะสมของโครงการ ทั้งในด้านประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาการจราจร ความคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงแนวทางการขยายสัมปทานให้เอกชน หากมีการลงทุนเพิ่มเติม จะต้องมีการศึกษาว่าโครงการดังกล่าวช่วยลดปัญหารถติดได้มากน้อยเพียงใด ทั้งขาเข้าและขาออก ตั้งแต่งามวงศ์วานถึงพระราม 9 พร้อมพิจารณาผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้พื้นที่ใต้ทางด่วน ซึ่งมีประมาณ 200-300 คน โดยเตรียมเชิญตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบเข้าหารือที่กระทรวงคมนาคม รวมถึงอาจลงพื้นที่ด้วยตนเองร่วมกับผู้บริหาร กทพ. เพื่อรับฟังปัญหาโดยตรง”นายพิพัฒน์ กล่าว
“ก่อนจะนำเข้า ครม. ต้องทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายให้ชัดเจน ทั้งสหภาพ ผู้ได้รับผลกระทบ และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโครงการคุ้มค่าจริง ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเดินหน้าโครงการ Double Deck แน่นอนหรือไม่ เพราะต้องรอผลศึกษาความคุ้มค่า โดยได้สั่งให้ กทพ. จัดทำวิดีโอและผลศึกษาประกอบการตัดสินใจ เพื่อดูว่าโครงการจะช่วยกระจายการจราจรได้มากเพียงใด ” นายพิพัฒน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือน และจะเริ่มหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนหน้า หากพบว่าโครงการมีประโยชน์จริงก็ไม่ต้องการให้ล่าช้า แต่หากไม่คุ้มค่าก็ไม่ควรสร้างความคาดหวังต่อผู้ใช้ทางหรือภาคเอกชน หากโครงการ Double Deck เดินหน้า จะเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการเจรจากับเอกชนเพื่อลดค่าทางด่วนตลอดสายจากพระราม 9 ถึงงามวงศ์วาน ให้เหลือไม่เกิน 50 บาทตลอดอายุสัมปทาน จากปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายอยู่ราว 70-80 บาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการขยายสัมปทาน 22 ปีอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอผลศึกษาความคุ้มค่าก่อน
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของความคืบหน้าในการดำเนินการก่อสร้างในโครงการทางด่วน N2 บริเวณแนวถนนเกษตร-นวมินทร์ นั้น ทาง กทพ.ได้รายงานว่า กทพ.พร้อมเดินหน้าในโครงการ โดยรูปแบบจะใช้รูปแบบทางยกระดับ ไม่ใช่อุโมงค์ใต้ดิน เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างอุโมงค์สูงเกินไป พร้อมยอมรับว่าโครงการยังติดปัญหาเรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งตนจะเข้าไปหารือกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยตัวเอง ก่อนหารือต่อกับสภามหาวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือให้เดินหน้าโครงการได้
...
“วันนี้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ หนักขึ้นเรื่อย ๆ ตอม่อที่ก่อสร้างไว้ก็เสร็จมานานแล้ว จึงอยากขอความร่วมมือให้โครงการเดินหน้าต่อ พร้อมยืนยันว่าตอม่อยังคงใช้ได้ หากมีการเดินหน้าในโครงการ อย่างไรก็ตามล่าสุดทาง กทพ. ยังได้มีการตรวจสอบ ตอม่อ ตามแนวเส้นทางถนนเกษตร นวมินทร์ ตามแนวโครงการแล้ว และทางวิศวกรก็ยืนยันแล้วว่า ตอม่อสามารถใช้งานได้หากมีการก่อสร้าง ส่วนแนวคิดใช้พื้นผิวจราจรเดิมได้ยุติลงแล้ว โดยยืนยันว่าจะเป็นทางยกระดับเท่านั้น ” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ด้านโครงการอุโมงค์ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต จะเดินหน้าโครงการต่อ โดยเตรียมนำเสนอ ครม. ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อทบทวนรูปแบบการก่อสร้างและกรอบวงเงิน หลังต้นทุนก่อสร้างปรับสูงขึ้น โดยโครงการดังกล่าวเคยผ่านมติ ครม. มาแล้ว แต่การเสนอ ครม.ครั้งนี้จะเสนอเพื่อทบทวนรูปแบบก่อสร้างให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยปรับลดความกว้างอุโมงค์จากเดิม 17 เมตร เหลือประมาณ 14-15 เมตร แต่ยังคงจำนวนช่องจราจรเท่าเดิม ทั้งช่องรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อควบคุมวงเงินไม่ให้สูงเกินกรอบเดิม แม้ว่าต้นทุนวัสดุก่อสร้างปัจจุบันจะสูงขึ้นมาก หลังผ่าน ครม. คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายใน 1 เดือน และเริ่มลงนามสัญญาได้ช่วงต้นปี 2570
...
นายพิพัฒน์ยัง กล่าวถึงนโยบายเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างบนทางพิเศษเป็นหลอด LED ว่า จะดำเนินการแบบทยอยเปลี่ยนตามอายุการใช้งานของหลอดเดิม โดยหากหลอดใดยังใช้งานได้อีกหลายปี จะใช้ระบบควบคุมแสงหรือ Tuner ช่วยลดความเข้มแสงในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น เพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งสามารถลดค่าไฟได้ราว 40% และหากเปลี่ยนเป็นหลอด LED ทั้งหมด จะช่วยลดค่าไฟได้ถึงประมาณ 60% แม้ต้นทุนหลอด LED จะสูงกว่าหลอดโซเดียมเดิมก็ตาม
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีมีข่าวว่ากรมทางหลวงชนบท(ทช.)จะเปลี่ยนโคมไฟ LED จำนวน 800,000 ดวงภายในปี 2571 ว่าเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน เนื่องจากหน่วยงานไม่มีงบประมาณจำนวนมากขนาดนั้น โดยจะใช้แนวทางทยอยเปลี่ยนเมื่อหลอดเดิมหมดอายุเช่นเดียวกับ กทพ.
“ข่าวใดที่มีความคลาดเคลื่อน กระทรวงคมนาคมต้องออกมาชี้แจง ขอให้รับฟังข้อมูลจากผมหรือโฆษกกระทรวงที่ได้รับมอบหมายโดยตรง” นายพิพัฒน์กล่าว
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม