"พาณิชย์" ย้ำเอกชนไทยเตรียมนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ 1 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน เหตุผลผลิตในประเทศไม่พอ ต้องนำเข้าทุกปีอยู่แล้วกว่า 4 ล้านตัน ยันกำหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์นำเข้าละเอียดยิบ ที่ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สหรัฐฯในการสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว ชี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ประมง ผัก-ผลไม้แปรรูป

นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิช์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าไทยเตรียมนำเข้าข้าวโพดเลี้นงสัตว์จากสหรัฐฯ ปริมาณ 1 ล้านตันว่า  ในช่วงต้นเดือนพ.ค.69 หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี และกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเชิญจากภาคเอกชนของไทย เป็นสักขีพยานของการลงนามความร่วมมือในการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนของไทยกับสหรัฐฯ เพื่อเป็นหลักประกันว่า อุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออกของไทย จะมีความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

...

“ไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านตัน  จึงมีความต้องการใช้เกินกว่าปริมาณผลผลิตที่ได้อยู่ถึงปีละประมาณ 4 ล้านตัน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยนำเข้า จากเพื่อนบ้าน เช่น  เมียนมา  ลาว และใช้วัตถุดิบทดแทนอื่นทั้งในประเทศและนำเข้า เช่น ข้าวสาลี จากยูเครน และออสเตรเลีย รวมประมาณปีละ 4 ล้านตัน”

แต่ในการนำเข้า ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 5 ล้านตันให้หมดก่อน โดยผู้รวบรวมต้องซื้อที่ความชื้น 30% ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัม (กก.) ละ 7.05 บาท และโรงงานอาหารสัตว์ (กรุงเทพและปริมณฑล) ต้องซื้อที่ความชื้น 14.5% ไม่ต่ำกว่ากก.ละ 9.80 บาท นอกจากนี้ รัฐยังกำกับดูแลไม่ให้การนำเข้ากระทบต่อเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ รวมทั้งห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา, ลาว, กัมพูชา เพื่อป้องกันมลพิษ และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 

นอกจากนี้ ความตกลงของภาคเอกชนดังกล่าว ยังเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์พัฒนาความสัมพันธ์การค้าไทย-สหรัฐฯ ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐของสหรัฐฯ และเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาการค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามเร่งสรุปผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปของไทยไปสู่สหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ สินค้าประมง ผักและผลไม้แปรรูป 

สำหรับข้อกังวลทางด้าน ผลกระทบจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีต่อวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ เช่น รำ แกลบ ปลายข้าว นั้น นายกรนิจ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้พูดคุยกับนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ซึ่งสมาคม และกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกันกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ให้เกิดความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชาวนา 

สำหรับข้อกังวลการนำเข้าสินค้าเกษตรส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศนั้น ยืนยันว่า  ในการนำเข้า มีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กรมวิชาการเกษตร ที่กำหนดให้วิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชและจัดทำ "พิธีสาร" ร่วมกับประเทศคู่ค้า เพื่อวางเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุต้นทาง พร้อมบังคับใช้มาตรการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทางตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว 

“รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สมดุลของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ เกษตรกร พ่อค้า ผู้ประกอบการผลิต ผู้ส่งออก และ ที่สำคัญ คือ ผู้บริโภค ที่ไม่ควรได้รับผลกระทบด้านราคาจากต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่พึงจะเป็น”

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม