"พิพัฒน์" ปัดฝุ่นนโยบายแบริเออร์ยางพาราลดอุบัติเหตุ สั่งกรมทางหลวงชนบทลุย 3 Quick-Win เร่งสะพานเกาะลันตา-สงขลา และถนน Thailand Riviera
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาค
ฟื้น "แบริเออร์ยางพารา" เซฟชีวิต-อุ้มราคายาง
นายพิพัฒน์ ระบุว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) นำแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier: RFB) เสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post: RGP) และแผ่นยางหุ้มการ์ดเรล กลับมาใช้เพื่อลดความรุนแรงจากแรงกระแทกในจุดเสี่ยง
อย่างไรก็ตามการนำนโยบายนี้เพื่อมาปฏิบัตินั้น กระทรวงคมนาคมจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อที่จะเข้ามากำหนดรายละเอียดความรับผิดชอบ ระยะทางที่จะปฏิบัติ การจัดสรรงบประมาณ รวมถึงประสานงานกับสหกรณ์ยางพารา ทั้ง 29 แห่งของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯในการรับซื้อยางมาดำเนินการผ่านมาตรฐานการศึกษาของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้ได้ข้อสรุปใน 3 เดือน อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ 70 อาจจะยังไม่สามารถตั้งงบประมาณได้ทัน อาจจะใช้งบเหลือจ่ายนำมานำร่องในบางจุดก่อน โดยจะเน้นในพื้นที่ที่เสี่ยงอุบัติเหตุบ่อย และในปีงบประมาณ 71-72 จะบรรจุโครงการนี้เป็นนโยบายหลัก
...
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากผลการทดสอบในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยรองรับอย่างชัดเจนจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า การใช้ยางพาราหุ้มแบริเออร์ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ถึง 10-20% ขณะที่การใช้ยางพาราแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก โดยเฉพาะบริเวณทางโค้ง มีแนวโน้มช่วยความรุนแรงของการบาดเจ็บได้สูงถึงเกือบ 40% ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงเห็นว่า ควรนำนโยบายดังกล่าวกลับมาประยุกต์ใช้อีกครั้ง โดยไม่เพียงมุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางด้วย
ปัจจุบันราคายางพาราอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่โดยเฉลี่ยในฤดูกาลปกติ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จะอยู่ที่ประมาณ 55–58 บาทต่อ กก. ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนการนำยางมาใช้ในโครงการ จึงถือว่า คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้และกระจายงานให้กับสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง (ทล.) และ ทช. เชิญสหกรณ์ยางพาราจำนวน 29 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมด้านเครื่องจักรและการผลิตอยู่แล้ว มาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันความพร้อมและกำหนดแนวทางดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม
ลุย 3 Quick-Win เร่ง 2 เมกะโปรเจกต์ภาคใต้
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ ทช. ผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick-Win) 3 ส่วน ได้แก่
เร่งรัดโครงการที่กำลังก่อสร้างให้เปิดใช้โดยเร็ว
เร่งรัดประกวดราคาโครงการที่พร้อมก่อสร้าง
เร่งรัดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการใหม่
สำหรับโครงการไฮไลต์ที่ได้ผู้ชนะการประกวดราคาแล้ว คือ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา-พัทลุง) และ โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (กระบี่) ขณะนี้อยู่ระหว่างรอสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เจรจากู้เงินกับธนาคารโลก (World Bank) วงเงิน 141.51 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 4.5 พันล้านบาท คาดว่าจะลงนามสัญญาได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ให้แล้วเสร็จภายในปี 2572
ขณะเดียวกัน สั่งการให้ ทช. เร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนแม่บทให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) รวมถึงถนนเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ได้มอบหมายให้ ทช. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
...
เดินหน้า Thailand Riviera ยกระดับท่องเที่ยว 5 ระยะ
ด้าน นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ชี้แจงถึงความคืบหน้าโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้และอันดามัน (Thailand Riviera) ว่า แบ่งการดำเนินงานเป็น 5 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 เส้นทางสมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร โดยในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร (กม.) ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ
- ระยะที่ 2 เส้นทางชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา ระยะทางประมาณ 600 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างขอสนับสนุนงบประมาณปี 70 วงเงิน 70 ล้านบาท เพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว
- ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) เส้นทางสมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กม. นั้น ได้ทำการสำรวจออกแบบและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง โดยในปี 70 จะดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์
ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เส้นทางเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กม. ได้ทำการสำรวจออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว โดยขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว จำนวน 2 โครงการ รวมระยะทางประมาณ 81 กม. - ระยะที่ 4 เส้นทางสงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 155.680 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 69
- ระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เส้นทางระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 600.268 กม. ขณะนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
...
นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 70 ทช. จะใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าสำรวจและออกแบบโครงการไทยแลนด์ริเวียร์ร่า เส้นทางสิชล-ท่าศาลา ระยะทางประมาณ 30 กม. อีกด้วย
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม