กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตร ปูพรมตรวจสอบธุรกิจต่างชาติบนเกาะพะงันและเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ป้องกันปัญหาทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ล่าสุดพบพิรุธบุคคลเดียวถือหุ้นถึง 87 บริษัท เตรียมส่งข้อมูลให้ ดีเอสไอ และ ปปง. ขยายผลยึดทรัพย์ พร้อมเดินหน้าสแกนเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง คือ เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี หรือตัวแทนอำพรางเพื่อช่วยเหลือในทำธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว หรือธุรกิจที่ต้องขออนุญาตแต่ไม่ได้ขออนุญาต ตามพ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หลังเกิดกระแสข่าวต่างชาติยึดเกาะพะงันและเกาะสมุย โดยจากการตรวจสอบบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีมากถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ ที่มีจำนวน 16,811 ราย ซึ่งบริษัทเหล่านั้นมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย และที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี

“กรมได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซากโดยเร็ว”

ตะลึง! นอมินีฮุบสมุย-พะงัน คนเดียวถือหุ้น 87 บริษัท

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมและหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจต้องสงสัยเป็นนอมินี 2 กลุ่มธุรกิจ คือ

1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) ซึ่งเจ้าของมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท และยังพบว่า อาคารสำนักงานของสำนักงานบัญชีนี้ เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

...

2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่า โครงการศิธายา บีช ฟรอนต์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม และพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

ส่วนเกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นข้างมากในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้เป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

ชง DSI และ ปปง. ขยายผลเส้นทางเงิน 34 ธุรกิจยักษ์

นอกจากนี้ กรมยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีก 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ที่หากคนต่างด้าวจะทำธุรกิจในไทยต้องขออนุญาตก่อน

โทษหนัก! คุก 3 ปี ปรับสูงสุด 1 ล้านบาท

สำหรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ชัดเจนว่า

  • คนไทยที่ให้ความช่วยเหลือ (นอมินี) โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีระวางโทษเท่ากัน และหากฝ่าฝืนคำสั่งศาล จะถูกปรับรายวัน วันละ 10,000 - 50,000 บาท จนกว่าจะยุติการกระทำ

จ่อขยายผลเมืองท่องเที่ยวทั่วไทย สกัดทุนต่างชาติฮุบเศรษฐกิจ

นายพูนพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แล้ว กรมยังอยู่ระหว่างการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายเป็นนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หรือถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และต่างชาติถือหุ้น 0.01 - 49.99% ทั้งนี้ กรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ.

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม