“ภัทรพงศ์” เร่งยกระดับสนามบินภูมิภาค ปลดล็อกเปิดพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์-ขยายรันเวย์ ดันไบโอเมตริก 8 สนามบิน พร้อมชะลอโอนย้าย 3 สนามบินภูมิภาคมาให้ ทอท. บริหาร เหตุหวั่นกระทบฐานะ ทย.
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่า กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งยกระดับสนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และการเพิ่มศักยภาพเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สนามบินของ ทย.รองรับนักท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยอมรับว่าสนามบินหลายแห่งเดิมถูกพัฒนาขึ้นด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ ทำให้ข้อจำกัดด้านการพัฒนาเชิงพาณิชย์ยังมีอยู่พอสมควร แต่ขณะนี้ได้มอบหมายให้ ทย. เร่ง ทั้งการขยายรันเวย์ในสนามบินที่ยังรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ไม่ได้ รวมถึงให้เร่งสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละสนามบิน ตลอดจนการนำกิจกรรมใหม่เข้ามาเพิ่มรายได้ เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ คาร์โก้ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่สนามบิน
...
สำหรับโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีแผนขยายรันเวย์สนามบินชุมพร วงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท อยู่ในช่วงดำเนินงานต่อเนื่องระหว่างปีงบประมาณ 2568-2569 ขณะที่สนามบินระนองอยู่ระหว่างดำเนินการ และสนามบินแพร่จะเริ่มสำรวจพื้นที่และเวนคืนที่ดินในปีงบประมาณ 2569 เพื่อศึกษาความยาวรันเวย์ที่เหมาะสม รวมถึงประเมินทรัพย์สินและที่ดินที่จะต้องชดเชยให้ประชาชน
นายภัทรพงศ์ ยังได้กล่าวต่อถึงแนวนโยบายโอนย้าย 3 สนามบิน คือ สนามบินกระบี่ สนามบินอุดรธานี และสนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ทย.ให้มาอยู่ในความรับผิดชอบบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT (ทอท.) บริหารนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่เห็นด้วยที่จะให้โอนย้ายมายัง ทอท. เพราะสนามบินภูมิภาคยังสามารถบริหารจัดการและให้บริการและสร้างรายได้อยู่ สนามบินใดมีกำไรก็จะมาอุดหนุนสนามบินที่มีการบริหารขาดทุน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าก่อนหน้านี้ ครม. จะมีมติให้โอนย้าย ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด ตนจึงมีนโยบายให้ ทy.หารือร่วมกันกับ ทอท. เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกันระหว่าง ทย. กับ ทอท. ขณะที่รัฐบาลต้องพิจารณาความเหมาะสมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจและภาระของ ทอท. ที่มีผู้ถือหุ้นต้องคำนึงถึงผลตอบแทนการลงทุนด้วย
นายภัทรพงศ์ ยอมรับว่า สนามบินขนาดใหญ่ของ ทย. โดยเฉพาะสนามบินกระบี่ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยพยุงสนามบินขนาดเล็กอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสนามบินเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้นหากมีการโอนสนามบินรายได้หลักออกไป รัฐจะต้องมีโมเดลบริหารใหม่เพื่อให้สนามบินที่เหลืออีก 28 แห่งยังสามารถดำเนินงานต่อได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยย้ำว่าแนวทางปัจจุบันคือ “สนามบินใหญ่ช่วยเลี้ยงสนามบินเล็ก” เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณแผ่นดินมากเกินไป
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ยังทำให้การโอนสนามบินไม่สามารถสรุปได้ เนื่องจาก ทย. และ ทอท. ใช้สมมุติฐานการศึกษาคนละรูปแบบ โดย ทอท. จะพิจารณาผลตอบแทนเชิงธุรกิจของทั้ง 3 สนามบิน ขณะที่ ทย. มองภาพรวมของระบบสนามบินทั้งประเทศ ทำให้ตัวเลขประเมินแตกต่างกัน และต้องหาข้อสรุปร่วมกันก่อนเสนอแนวทางต่อกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรีต่อไป หากสุดท้ายมีข้อเสนอไม่โอนสนามบิน ก็จำเป็นต้องเสนอ ครม. เพื่อยกเลิกมติเดิมด้วย
ยกระดับ 8 สนามบินสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบ “ไบโอเมตริก”
ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ รมช.คมนาคม สั่งการให้ ทย. เร่งติดตั้งระบบไบโอเมตริก (Biometric) และระบบอัตโนมัติในสนามบินภูมิภาค 8 แห่ง ประกอบด้วย:
กระบี่
สุราษฎร์ธานี
อุบลราชธานี
ขอนแก่น
นครศรีธรรมราช
ตรัง
พิษณุโลก
อุดรธานี
...
โดยจะเริ่มนำร่องที่สนามบินกระบี่และอุดรธานีก่อน เนื่องจากมีเที่ยวบินระหว่างประเทศ คาดว่าจะพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและปลอดภัยในการคัดกรองผู้โดยสาร
เปิดแผนขยายรันเวย์-จ่อสร้างสนามบินบึงกาฬ แห่งที่ 29
ขณะเดียวกัน ทย. ยังเดินหน้าศึกษาการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่เพิ่มเติม โดยโครงการที่มีความพร้อมมากที่สุดคือสนามบินบึงกาฬ ซึ่งผ่านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และอยู่ระหว่างสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อจัดทำกรอบงบประมาณก่อสร้าง คาดใช้งบลงทุนประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท หาก ครม. อนุมัติ จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 และจะเป็นสนามบินแห่งที่ 29 ของ ทย. หลังจากก่อนหน้านี้ได้โอนสนามบินปากพนังให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรดูแล
นอกจากนี้ ยังมีสนามบินที่อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมอีก 4 แห่ง ได้แก่ มุกดาหาร สตูล พะเยา และพัทลุง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณา EIA โดยต้องรอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
...
ปลดล็อกพื้นที่พาณิชย์ จูงใจเอกชนเช่านาน 30 ปี
นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงแนวทางเพิ่มรายได้สนามบินว่า กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้พื้นที่ราชพัสดุภายในสนามบิน โดยจะขยายอายุสัญญาเช่าจากเดิมไม่เกิน 3 ปี เป็น 5-10 ปีสำหรับพื้นที่ในอาคาร และอาจขยายได้สูงสุดถึง 30 ปีสำหรับพื้นที่ภายนอกในบางประเภทกิจการ เพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงแรมหรือพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน ซึ่งคาดว่าจะลงนามได้ภายใน 1-2 เดือนนี้
พร้อมกันนี้ ทย. ยังเตรียมพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อสนามบินกับตัวเมือง หรือระบบฟีดเดอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยจะส่งเสริมให้รถโดยสารสาธารณะเข้าจอดหน้าอาคารผู้โดยสารโดยตรงในสนามบินที่มีปริมาณจราจรไม่มาก ส่วนสนามบินขนาดใหญ่จะทยอยพัฒนาศูนย์ขนส่งเชื่อมต่อ เช่น ที่สนามบินสุราษฎร์ธานีและอุบลราชธานี ซึ่งสามารถเชื่อมการเดินทางระหว่างเครื่องบิน รถโดยสาร และแท็กซี่ได้อย่างสะดวก โดยยืนยันว่ารถแท็กซี่ในสนามบินของ ทย. ไม่มีการเรียกเก็บค่าชาร์จเพิ่มเติมจากมิเตอร์
...
ส่วนมาตรการช่วยเหลือสายการบินในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันและความผันผวนจากสถานการณ์ต่างประเทศนั้น ทย. เตรียมลดค่าจอดอากาศยาน 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับสายการบินที่ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องนำเครื่องบินมาจอดพัก โดยสามารถใช้พื้นที่จอดของสนามบินในสังกัด ทย. ได้เกือบทุกแห่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการในช่วงที่ไม่สามารถทำการบินได้ตามปกติ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที แม้ขณะนี้สายการบินส่วนใหญ่ยังคงให้บริการตามปกติอยู่ก็ตาม
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม