“วราวุธ” รมว.อุตสาหกรรม หนุน กนอ. ปั้น “เมืองคาร์บอนต่ำ” นำร่อง 3 นิคมฯ ลำพูน-บางปู-แหลมฉบัง อัดงบ 3.5 พันล้าน ดันตลาดคาร์บอนเครดิตไทยสู่สากล คาดลดก๊าซเรือนกระจก 2.33 ล้านตันใน 10 ปี

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยภายใต้โครงการ Low Carbon Cities & Carbon Market Development (LCC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์ระดับประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมายการสร้างระบบนิเวศการเงินคาร์บอน หลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ทราบว่ากระทรวงอุตสาหกรรมได้ตอบรับเข้าร่วมโครงการเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ในฐานะหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (PSOs)

ยกระดับนิคมอุตสาหกรรม สู่การเป็น "เมืองคาร์บอนต่ำ"

สำหรับระบบนิเวศการเงินคาร์บอน ถือเป็นครั้งแรกของไทยซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินคาร์บอน และตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 โดยโครงการอยู่ในความร่วมมือของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธนาคารโลก ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

เพื่อสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานหมุนเวียน (RE) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (EE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) บนทรัพย์สินภาครัฐ ซึ่งเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้คือ การวางแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเชื่อมการตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ โดยหลายภาคส่วนมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน

...

ทั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่ดูแลด้านมาตรฐาน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ที่ช่วยกำกับดูแลด้านการเงิน และวางระบบ Digital MRV และจัดตั้งกองทุน Verified Emission Reductions Monetization Facility (VERMF) เพื่อตรวจสอบ รับรอง และแปลงผลการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นมูลค่าในตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศได้อย่างแม่นยำ นวัตกรรมทางการเงินดังกล่าวจะช่วยยกระดับคาร์บอนเครดิตของไทยให้เป็นเครดิตคุณภาพสูง สามารถจำหน่ายไปยังตลาดโลกได้ คาดว่าในระยะเวลา 10 ปี จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 2.33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ คาดว่าจะสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ประมาณปีละ 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการช่วยลดต้นทุนพลังงานภาครัฐและเพิ่มงานทักษะสีเขียว หรือ Green Jobs และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมความน่าเชื่อถือให้กับตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยในเวทีโลก

กางแผน กนอ. นำร่อง 3 พื้นที่เศรษฐกิจ

นายวราวุธ กล่าวว่า ซึ่งทางนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รายงานว่าเมื่อ กนอ. ตอบรับเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยงานนำร่องภาครัฐจะได้รับสนับสนุนงบประมาณลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 3.5 พันล้านบาทเศษ ซึ่งความโดดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่กลไกการเงินที่เป็นนวัตกรรม ดัง กนอ. จะใช้โมเดลธุรกิจผ่านบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ที่กู้เงินจาก EXIM Bank มาดำเนินการให้ทั้งหมด หน่วยงานรัฐจะชำระค่าบริการจากผลประหยัดพลังงานที่ยืนยันแล้ว (Performance-based) เท่านั้น และ กนอ. จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของสิทธิ์คาร์บอนเครดิต (Public Asset Owners) ผ่านกลไก Coordinating and Managing Entity (CME) ซึ่งบริหารงานโดยธนาคารกรุงไทยและกองทุน VERMF (Verified Emission Reductions Monetization Facility) ทำหน้าที่มัดรวมคาร์บอนเครดิตและแปลงให้เป็นมูลค่าผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งในรูปแบบสปอตและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต่อเนื่อง 10 ปี รายได้ที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจะนำไปหมุนเวียนลงทุนต่อยอดในโครงการสีเขียวรอบใหม่

ปัจจุบันแผนการดำเนินงานของ กนอ. อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่เป้าหมายในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ. ลำพูน, นิคมอุตสาหกรรมบางปู, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง คาดว่าจะคัดเลือกแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ และมีกำหนดการจัดทำร่าง RFP ให้แล้วเสร็จในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนจะประกาศและเปิดให้บริษัท ESCO ลงพื้นที่ประเมินงานในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขออนุมัติเงินกู้ และเริ่มติดตั้งระบบ Solar cow เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและเริ่มกลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2570 ส่วนลด MAP ระยะยาวช่วงปี 2570-2572 เป็นการขยายผลจากโครงการระยะที่ 1 ที่ดำเนินการร่วมกับภาครัฐไปสู่โครงการระยะที่ 2 เพื่อครอบคลุมนิคมฯร่วมดำเนินงานกับโรงงานภาคเอกชน

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม