“สิริพงศ์” สั่งการบ้าน “กรมรางฯ” เร่งเบิกจ่ายงบปี 69 ให้ทัน ควบคู่การเปิดทางลงทุนใหม่ทั้ง PPP- TFF เดินเครื่องโครงการใหญ่ไม่สะดุด กางแผนนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ตั้งเป้าดีเดย์ 1 ม.ค. 2570 เตรียมเจรจาเปลี่ยนสัญญาจ้างเอกชนเดินรถ ยืนยันไม่กู้เงิน-ไม่สร้างหนี้สาธารณะ พร้อมเร่งเสนอ ครม. ตั้งบอร์ดนโยบายลดค่าครองชีพภายใน พ.ค.นี้ พร้อมอผุดไอเดียเปิดสล็ตให้เอกชนเช่าราง รฟท. เดินรถเอง นำร่อง ก.ค. 2569 นี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า ได้มอบการบ้านให้ ขร. เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2569 ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อภาพรวมการดำเนินโครงการต่างๆ และจัดทำงบประมาณปี 2570 อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมทั้งพิจารณาปรับรูปแบบการลงทุนโครงการระบบรางอื่นๆ โดยมีแนวทางการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) หรือการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund หรือ TFF) นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้พิจารณาการออกแบบสถานีรถไฟไทย และสถานีรถไฟฟ้าในอนาคต ให้เข้ากับบริบทของชุมชนและใช้ประโยชน์ รวมถึงสามารถอยู่ร่วมกันได้ เช่น ลานกิจกรรมริมทางรถไฟ เป็นต้น

...

คมนาคมเร่งเครื่องนโยบายลดค่าครองชีพ

ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้ ขร. เร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภายหลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว เดินหน้าลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยประชาชน กำชับให้กำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงาน พร้อมดำเนินการนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ที่จะต้องรอการดำเนินการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) ให้แล้วเสร็จ ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอน และไปเจรจากับเอกชนในแต่ละราย เนื่องจากสัมปทานเป็นของเอกชน 2 ราย แต่อายุสัมปทานสิ้นสุดไม่พร้อมกัน จึงต้องแบ่งการเจรจาเป็นรายเอกชน

สำหรับแนวทางการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้านั้น ขณะนี้ ขร. อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราใหม่ที่เหมาะสม จากที่ในปัจจุบันกำหนดเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวันในโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งได้ให้แนวคิดว่า การกำหนดค่าโดยสาร จะต้องเทียบกับค่าครองชีพของเมืองนั้นๆ ให้มีความสะดวก ปลอดภัย และต้องไม่เป็นภาระของประชาชน รวมถึงไม่เป็นภาระทางการคลังของรัฐบาล กระทบต่อหนี้สาธารณะให้น้อยที่สุดด้วย นอกจากนี้ ยังกำชับเรื่องการเปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถเช่ารางจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อดำเนินการเดินรถ ทั้งการขนส่งผู้โดยสาร และขนส่งสินค้าได้ด้วย

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ยังได้มอบหมายให้ ขร. ปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมเร่งผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick Win) อาทิ เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้เปิดให้บริการโดยเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางราง รวมถึงการพัฒนา ICD ลาดกระบัง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เร่งดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการขนาดใหญ่ตามแผน พร้อมทั้งส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และเร่งพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งทางราง สนับสนุนการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาว 

นอกจากนี้ ขร. ต้องเร่งรัดโครงการสำคัญตามแผนแม่บท อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายในภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมระบบราง โดยพิจารณาว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นนั้น มีปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง อาจทำให้การลงนามสัญญาในบางโครงการมีความล่าช้า ดังนั้น ขร. จะต้องไปเร่งรัดเปิดประมูลโครงการ ให้ได้ผู้ชนะการประมูล และเร่งรัดลงนามสัญญา เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนงานในภาพรวมได้

...

ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดี ขร. กล่าวว่า ขร.ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้เป็นธรรม โดยจากการประกาศใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันใน 2 โครงการ คือ รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วงนั้น พบว่า ขณะนี้ ไม่ได้เงินชดเชยแล้ว เนื่องจากมีผู้โดยสารใช้บริการตามนโยบายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนนโยบายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายจะใช้มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันในทุกเส้นทาง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 นั้น จะเร่งดำเนินการ แต่หากเส้นทางไหนที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะต้องไปเจรจากับเอกชนให้ได้ข้อสรุป ตามแนวทางของ Single Ownership แต่ยืนยันว่า การดำเนินการในครั้งนี้ ไม่ได้ใช้งบประมาณเพื่อซื้อคืนสัมปทาน ไม่ได้กู้เงิน และไม่ได้กระทบต่อหนี้สาธารณะด้วย

สำหรับแนวทางการเจรจานั้น จะไม่ใช้งบประมาณ เพื่อซื้อสัมปทาน โดยจะปรับรูปแบบของสัญญา เปลี่ยนจาก PPP Net Cost ที่เอกชนลงทุนและให้บริการเดินรถ พร้อมทั้งจัดเก็บรายได้ เป็น PPP Gross Cost โดยรัฐรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด รวมถึงจ้างเอกชนเป็นผู้เดินรถและซ่อมบำรุง พร้อมทั้งกำหนดราคาค่าโดยสารโดยรัฐ เนื่องจากรัฐต้องการให้ประชาชนได้ใช้รถไฟฟ้าในราคาถูก ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ จะนำเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) นโยบายขนส่งทางราง โดยมีนายพิพัฒน์ เป็นประธาน ในวันที่ 30 เม.ย. 2569 พิจารณา ก่อนเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ และนายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายลดค่าครองชีพการเดินทางของประชาชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ภายใน พ.ค. 2569 

ขณะเดียวกัน จากนั้นจะนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุมบอร์ดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พิจารณา และเข้าสู่กระบวนการคณะกรรมการมาตรา 43 ไปเจรจากับภาคเอกชน ก่อนมีการแก้ไขการปรับสัญญา และเสนอ ครม. อีกครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม Single Ownership จะเป็นการโอนอำนาจในการเก็บค่าโดยสาร และโอนภารกิจการจ่ายค่าจ้างเดินรถมายัง รฟม. โดยจะแยกส่วนของทรัพย์สิน (Asset) ออกจากการบริหารจัดการ ซึ่งรัฐจะขอคืนสิทธิในการจัดเก็บรายได้และสิทธิในการกำหนดราคาค่าโดยสาร เพื่อให้สามารถคุมราคาตามนโยบายรัฐบาลได้ ส่วนการเดินรถรัฐจะจ้างเอกชนรายเดิมเป็นผู้ดำเนินการต่อ

...

เปิดสูตรค่าโดยสารใหม่ 40-60 บาทตลอดวัน

เบื้องต้น ขร. อยู่ระหว่างศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย (บุฟเฟต์) ตามระยะทาง ดังนี้

  • เดินทางไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว เหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน (ไม่จำกัดรอบ)

  • เดินทางเกิน 10 สถานีต่อเที่ยว เหมาจ่าย 60 บาทตลอดวัน (ไม่จำกัดรอบ)

  • หากเดินทางใกล้ และค่าโดยสารตามจริงไม่ถึง 40 บาท จะจัดเก็บตามระยะทางจริง

ทั้งนี้ อาจมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารปีละ 5 บาท เป็นเวลา 6 ปี (สูงสุดไม่เกิน 90 บาทตลอดวัน) โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอีกครั้งในช่วงเดือน ก.ย. 2569

...

เปิดโอกาสเอกชนเช่าราง รฟท. เพิ่มทางเลือกการเดินทาง

ขณะที่ นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นโยบายการให้เอกชนมาเช่าใช้รางของ รฟท. นั้น เอกชนที่สนใจสามารถลงทุนในขบวนรถของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเช่าตู้หรือหัวรถจักรจาก รฟท. เพื่อนำวิ่งในเส้นทางที่ว่าง กล่าวคือ รถไฟเดิมของ รฟท. ยังวิ่งให้บริการประชาชนอยู่ตามเดิมทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางจากเอกชน ทำให้ทั้งประชาชน และ รฟท. ได้ประโยชน์ ทั้งนี้ จะมีการนำนโยบายดังกล่าว เข้าที่ประชุมบอร์ดนโยบายขนส่งทางรางในวันที่ 30 เม.ย. นี้ด้วย ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ รฟท. จะต้องไปจัดทำ Network Statement ภายใน ก.ค. 2569 เพื่อจัดสรรตารางการเดินขบวนรถไฟ (Slot) โดยระบุว่า ช่วงเวลาใดของเส้นทางใดยังว่างอยู่ และพร้อมให้เอกชนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งหากมีผู้สนใจรายเดียวสามารถทำสัญญาได้ทันทีตามอัตราที่กำหนด แต่หากมีหลายราย อาจต้องใช้วิธีคัดเลือกเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

สำหรับนโยบายดังกล่าว สอดคล้องกับแผนฟื้นฟูกิจการของ รฟท. ที่มีงบประมาณจำกัด โดยเฉพาะแผนการซื้อหัวลาก และหัวรถจักรของ รฟท. ที่จะนำมาให้บริการในเส้นทางที่ รฟท. วิ่งให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ส่วนการให้เอกชนมาเช่าใช้ราง เพื่อเดินรถนั้น มีแนวทางจะมาให้บริการในเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่ เช่น เส้นทางสายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 322 กิโลเมตร (กม.) และสายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม.เพื่อให้สามารถเริ่มให้บริการได้เร็วขึ้น และลดภาระงบประมาณภาครัฐ


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม