เปิดวิสัยทัศน์ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมป้ายแดง เดินหน้าจัดทัพใหม่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง "สิริพงศ์" ประกาศกรอบ 4 เดือนโชว์ผลงานเร่งเชื่อม "ล้อ-ราง-เรือ" พร้อมดันนโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท ขณะที่ "ภัทรพงศ์-สรรเพชญ" เล็งยกระดับศักยภาพการบินและการขนส่งทางน้ำ หวังฟื้นขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางการทำงานภายหลังได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวกับการบริการประชาชนผู้มีรายได้น้อย ว่า ส่วนตัวมองว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จของการทำงานจะไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชีหรือผลประกอบการ แต่คือ ความพึงพอใจของประชาชน ที่ต้องได้รับบริการที่ดีสำหรับภารกิจสำคัญในระยะเริ่มต้น คือ การเข้าไปปรับโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพหลีกเลี่ยงการสร้างภาระงบประมาณใหม่ให้กับรัฐ พร้อมตั้งโจทย์ว่า หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ยังขาดทุน จำเป็นต้องได้รับการปรับรูปแบบการบริหารจัดการ เพื่อให้บริการประชาชนในราคาที่เหมาะสม
“สิริพงศ์” วางหมุด 4 เดือนโชว์ผลงาน
“ได้วางกรอบแนวคิดแบบเร่งผลลัพธ์ในระยะสั้น โดยตั้งเป้าให้การทำงานทุกอย่างต้องเห็นผลภายใน 4 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและพิสูจน์ศักยภาพของการทำงาน แม้ว่า จะถูกจับตามองว่าเป็น “รัฐมนตรีหน้าใหม่” แต่ทุกคนล้วนผ่านการทำงานทางการเมืองและได้รับการพิสูจน์มาแล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้นการทำงาน จะทำงานเหมือนมีเวลาแค่ 4 เดือน เพื่อให้เกิดผลงานที่จับต้องได้เร็วที่สุด แล้วค่อยต่อยอดในระยะยาว” นายสิริพงศ์ กล่าว
สำหรับการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น จะมุ่งเน้นการเชื่อมต่อระหว่าง “ล้อ ราง เรือ” ให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน รวมถึงปรับรูปแบบการเดินรถใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน และผลักดันการใช้พลังงานสะอาด เช่น รถโดยสารไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนระยะยาวและยกระดับบริการ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ค้างคามานาน โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ใน 4 เดือน จะได้เห็นการบริหารจัดการแพลตฟอร์มบริการขนส่ง เช่น ระบบแท็กซี่และแพลตฟอร์มดิจิทัล ให้อยู่ร่วมกันได้ ลดความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการ ประชาชนได้ประโยชน์
...
ในส่วนของนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทำได้ในเส้นทางที่รัฐเป็นเจ้าของโดยตรง และในระยะต่อไปจะใช้แนวทางการปรับปรุงสัญญาสัมปทานกับเอกชน เพื่อขยายผลไปยังเส้นทางอื่น ๆ โดยยืนยันว่า กระทรวงคมนาคม ไม่มีนโยบายใช้งบประมาณเพื่อซื้อคืนสัมปทาน แต่จะใช้วิธีเจรจาและปรับเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการในราคาที่ถูกลง
นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงแรงกดดันทางการเมืองและข้อครหาต่าง ๆ ว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่คำวิจารณ์ แต่คือผลงานที่ประชาชนได้รับจริง โดยยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก พร้อมมองว่าความท้าทายครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ตัวเอง สุดท้ายแล้วประชาชนจะเป็นคนตัดสินว่า สิ่งที่เราทำดีหรือไม่ดี ไม่ใช่คำพูด พร้อมย้ำว่า ทุกนโยบายจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประชาชน “รู้สึกได้จริง”
”ภัทรพงศ์ “ลุยปั้นการบินหนุนท่องเที่ยว
ด้านนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดใจถึงทิศทางการทำงานภายหลังได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการบิน ซึ่งครอบคลุมหน่วยงานสำคัญทั้ง กรมท่าอากาศยาน (ทย.), บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (รทส.) และสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในช่วงเริ่มต้นยังขอเวลาเข้าไปศึกษาโครงสร้างและข้อจำกัดของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้การกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างตรงจุดและเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง
ทั้งนี้ แม้ยังไม่ได้วางนโยบายเชิงลึกในทันที แต่มีความตั้งใจชัดเจนที่จะผลักดันการพัฒนาภาคการบินของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะการยกระดับศักยภาพสนามบิน พัฒนาบุคลากรด้านการบิน และการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ต้องอาศัยการประเมินศักยภาพของหน่วยงานที่กำกับดูแลว่า “อะไรทำได้ และอะไรยังติดข้อจำกัด” เพื่อออกแบบแนวทางพัฒนา
ทางบก ทางน้ำ ทำให้เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งในหลายมิติ และมองเห็นช่องว่างที่ภาครัฐสามารถเข้าไปปรับปรุงได้ โดยเฉพาะในมิติของ การลดข้อจำกัด และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบขนส่ง
สำหรับภาพรวมเป้าหมายการทำงานในระยะต่อไป แม้ยังไม่กำหนดเป็นนโยบายเชิงรูปธรรมในทันที แต่ทิศทางเบื้องต้นจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในอุตสาหกรรมการบิน และการใช้ภาคการบินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม จะเร่งลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกก่อนกำหนดแนวทางการทำงานในระยะยาว โดยยืนยันว่าพร้อมนำประสบการณ์จากภาคเอกชนมาปรับใช้ เพื่อยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศของไทยให้ตอบโจทย์การพัฒนาในอนาคต
“สรรเพชญ” ลุยฟื้นศักยภาพขนส่งทางน้ำ
ขณะที่ นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวถึงทิศทางการทำงานว่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายหลักคือ กำกับดูแลด้านการขนส่งทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า (จท.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรสำคัญของระบบคมนาคมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ซึ่งมีบทบาทในการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้เกิดประโยชน์ ทั้งในมิติของการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินของรัฐในระยะยาว
สำหรับเป้าหมายการทำงานหลังจากนี้ จะมุ่งยกระดับขนส่งทางน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในมิติของความรวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย เพื่อให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ทั้งนี้ แนวทางสำคัญที่อยู่ในแผนเบื้องต้น คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับระบบความปลอดภัยทางน้ำ โดยเฉพาะการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามเรือแบบเรียลไทม์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
...
ขณะที่ในมิติระยะกลางและระยะยาว มีเป้าหมายให้การขนส่งทางน้ำของไทยกลับมาเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันไทยยังสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือไทยจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อดึงศักยภาพกลับคืนมาและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในภูมิภาค นอกจากนั้นจะเตรียมเร่งผลักดันโครงการสำคัญของ กทท. โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่ล่าช้า เพื่อให้โครงการกลับมาเป็นกลไกหลักในการรองรับการค้าระหว่างประเทศของไทย
ขณะเดียวกัน ในฐานะผู้แทนจากพื้นที่ภาคใต้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแบบบูรณาการ ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและขนส่งให้กับประชาชน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคใต้ การพัฒนาถนนสายรองและถนนเลี่ยงเมือง รวมถึงการปรับปรุงสนามบินในภูมิภาค เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่
“ส่วนบทบาทของตนเองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ว่า แม้จะถูกจับตามองเรื่องอายุและประสบการณ์ แต่ยืนยันว่าพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรงไปตรงมา และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมผลักดันผลงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบ” นายสรรเพชญ กล่าว
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม