กรมการค้าภายใน และ 4 สมาคมการค้าปุ๋ย เตรียมประกาศราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด คำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมือง บวกค่าขนส่ง ค่ายก ป้องกันการโก่งราคา เริ่มสัปดาห์หน้า ขณะที่ผู้ค้าปุ๋ย ชี้ราคายูเรียพุ่งเกือบ 100% แหยงนำเข้า กลัวขาดทุน สต๊อกในประเทศ 9.2 แสนตัน ช่วงฤดูเพาะปลูกใช้ได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือ ร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำราคาแนะนำปุ๋ย ว่า ที่ประชุมมีมติให้ประกาศราคาแนะนำการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมืองของจังหวัดต่างๆ ที่รวมใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าขนส่ง และค่ายกกระสอบ เพื่อให้ร้านค้าแต่ละแห่งรู้ว่าราคาจำหน่ายที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์กรม www.dit.go.th และแจ้งคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ด้วย โดยจะเน้นสูตรยอดนิยม เช่น 16-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-20-0 และ 16-8-8 ฯลฯ
...
“การกำหนดราคาแนะนำ เพื่อให้ทั้งร้านค้า และเกษตรกร ทราบราคาขายที่ควรจะเป็นในแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ การค้ากำไรเกินควร เพราะที่ผ่านมา มีปัญหาระหว่างราคาจากหน้าโรงงานไปถึงร้านค้าปลีก ที่ปรับสูงขึ้น ทั้งๆ ที่โรงงานแจ้งว่า ยังไม่ได้ปรับราคา ซึ่งจากการตรวจสอบร้านค้าปุ๋ย 1,135 แห่ง ตามที่ประชาชนร้องเรียน พบการกระทำผิด 51 ราย โดยขึ้นราคาตั้งแต่ 300-500 บาทต่อกระสอบ ซึ่งได้ดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาผิดต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการจัดโครงการธงเขียวพลัส ช่วยลดราคาปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกร และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยทางเลือก ลดใช้ปุ๋ยยูเรีย ที่ขณะนี้ราคาเพิ่มขึ้นมาก จากตันละ 500 เหรียญสหรัฐฯ เป็นกว่า 900 เหรียญฯ สำหรับสต็อกปุ๋ยเคมีของไทย ณ วันที่ 15 เม.ย.69 ที่รวบรวมจากผู้ผลิต 48 บริษัท จากทั้งหมด 54 บริษัท มีจำนวน 920,000 ตัน อยู่ทั้งกับผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย และระหว่างนำเข้า โดยฤดูการเพาะปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.69 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ผลิตหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางแล้ว ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ให้ข้อมูลว่า การนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลาง ยังอยู่ระหว่างการเดินทาง 250,000 ตัน แต่ได้เปลี่ยนแหล่งนำเข้าอื่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย โดยปุ๋ยยูเรีย ผู้นำเข้าไทยไม่กล้านำเข้า เพราะราคาสูงมาก ขึ้นไปเกือบ 100% จากตันละ 500 เหรียญฯ ขึ้นไปถึงตันละ 959 เหรียญฯ เกรงว่า ถ้านำเข้ามาแล้ว และมาขายในประเทศ เกษตรกรจะซื้อไม่ไหว เพราะตกตันละกว่า 30,000 บาท อีกทั้งนำเข้าในราคาสูงมาแล้ว หากการสู้รบในตะวันออกกลางยุติลง ราคาปุ๋ยลดลง ผู้นำเข้าก็จะขาดทุนได้
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่นำเข้ายูเรีย เกษตรกรก็สามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นทดแทนได้ สำหรับปริมาณปุ๋ยในประเทศที่ 920,000 ตันนั้น หากเป็นในช่วงฤดูการเพาะปลูก ที่จะเริ่มเดือนพ.ค.-ส.ค.ของทุกปี จะมีการใช้ปุ๋ยทุกสูตรมากถึง 400,000-500,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะได้ 2 เดือน แต่ไม่ต้องกังวล ผู้นำเข้าทยอยนำเข้าอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนการขอปรับขึ้นราคาขายปุ๋ยล็อตใหม่นั้น ผู้ประกอบการ ยังไม่ได้มีการยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงเพดานที่เคยได้รับอนุมัติไว้ ถ้าต้นทุนเพิ่มเกิน ก็จะพิจารณาเสนอขอปรับราคาแน่นอน
...
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม