"พิพัฒน์ รัชกิจประการ" แบ่งงาน 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขนส่งมวลชนไร้รอยต่อ จ่อเช่ารถเมล์ไฟฟ้า 800 คันเสริมทัพบริการประชาชน พร้อมเร่งผลักดันกฎหมายตั๋วร่วม ยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ตั้งเป้าเปิดใช้งานเต็มระบบเป็นของขวัญปีใหม่ 2570
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบหมายแบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 คน ว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนและโครงการยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนระบบขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยมีการแบ่งภารกิจอย่างชัดเจนทั้งในเชิงหน่วยงานและพื้นที่ เพื่อให้การบริหารจัดการเกิดความคล่องตัวและบูรณาการทุกมิติ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับระบบคมนาคมให้เชื่อมโยงไร้รอยต่อ
สำหรับนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางบก ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส)และด้านคมนาคมทางราง ได้แก่ กรมการขนส่งทางราง(ขร.) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด รถไฟฟ้าสายสีแดง สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกำกับดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางอากาศ ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน(ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ(บวท) สถาบันการบินพลเรือน(สบพ) บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และกำกับดูแลพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ด้านนายสรรเพชญ บุญญามณี กำกับดูแลงานด้านคมนาคมทางน้ำ ได้แก่ กรมเจ้าท่า(จท) การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท) บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด(SRTA) และกำกับดูแลพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ รวม 18 จังหวัดภาคใต้ทั้งหมด
...
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญที่ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการเร่งเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานในภาคขนส่งจากน้ำมันไปสู่พลังงานไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะในส่วนของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ที่มีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า 1,520 คัน ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับมอบได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระทรวงอยู่ระหว่างการเจรจาเช่ารถเมล์ไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 800 คันจาก Thai Smile Bus มาให้บริการชั่วคราว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนรถโดยสารแบบเดิมหรือรถร้อนให้เป็นรถไฟฟ้าโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ระบบขนส่งทางน้ำก็มีผู้ประกอบการเอกชนพร้อมเข้าร่วม เช่น โครงการเรือไฟฟ้าของกลุ่ม EA เพื่อรองรับการเชื่อมต่อในอนาคต
ทั้งนี้ในส่วนของโครงการยุทธศาสตร์ กระทรวงให้ความสำคัญกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของเส้นทางเดินเรือโลก ลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่สำคัญ เช่น จากปัญหาบทเรียนช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง และช่องแคบมะละกา โดยโครงการดังกล่าวตั้งเป้าจะช่วยสร้างงานให้คนไทยไม่น้อยกว่า 200,000 อัตรา และเปิดให้เอกชนลงทุนทั้งหมด โดยจะดึงผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาบริหารจัดการท่าเรือ ขณะเดียวกัน ยังเร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมภาคใต้ให้ถึงชายแดนมาเลเซีย โดยปัจจุบันเส้นทางดำเนินการถึงจังหวัดชุมพรแล้ว และเตรียมลงนามสัญญาในช่วงต่อเนื่อง ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งและเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน
ด้านการปฏิรูประบบขนส่งมวลชน กระทรวงอยู่ระหว่างเร่งจัดทำกฎหมายลูกภายใต้พระราชบัญญัติตั๋วร่วม ซึ่งมีประมาณ 20 ฉบับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ รวมถึงกฎหมายลูกภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางอีก 77 ฉบับ ซึ่งบางส่วนจะเริ่มบังคับใช้ได้ทันทีหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบาย โดยมาตรการสำคัญที่จะเกิดขึ้นทันที ได้แก่ การยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเพื่อลดภาระประชาชน การปรับสิทธิเด็กให้ใช้เกณฑ์อายุไม่เกิน 7 ปี หรือส่วนสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตรโดยไม่เสียค่าโดยสาร การให้ผู้สูงอายุลดค่าโดยสารครึ่งราคา และผู้พิการใช้บริการฟรี รวมถึงการกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารไม่น้อยกว่า 500,000 บาทต่อคน
นอกจากนี้ กระทรวงยังมีเป้าหมายผลักดันนโยบาย Single Ownership เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของโครงข่ายหลักเพียงรายเดียว สามารถบริหารค่าโดยสารในรูปแบบโซนนิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความซ้ำซ้อนของค่าใช้จ่าย โดยเตรียมเริ่มเจรจากับภาคเอกชนรายใหญ่ในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ Bangkok Expressway and Metro และ BTS Group Holdings ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ ควบคู่กับการพัฒนาระบบเชื่อมต่อระยะสุดท้าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางจากชุมชนเข้าสู่สถานีขนส่งหลักได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญคือการเปิดใช้ระบบตั๋วร่วมแบบเต็มรูปแบบเพื่อเป็นของขวัญให้ประชาชนช่วงปีใหม่ 2570 ซึ่งจะครอบคลุมการเดินทางทุกระบบ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ และระบบรางอื่น ๆ ภายใต้บัตรหรือระบบชำระเงินเดียว ใช้งานได้ตลอดวัน
...
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะงบปี 2568 ที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงอุปสรรคด้านเทคนิคของระบบตั๋วร่วม เช่น ระบบ EMV ของผู้ให้บริการบางรายที่ยังเป็นแบบออฟไลน์ จำเป็นต้องเร่งทดสอบและพัฒนาให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบกลาง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อให้รองรับการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคต
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม