รฟท.อัปเดตแผนปรับแบบสร้างรถไฟไฮสปีดไทย-จีน สัญญา 4-5 ช่วงสถานีอยุธยา เลี่ยงมรดกโลก ตั้งเป้าเปิดประมูล ก.ค.-พ.ย. 2569 ปักธงสร้างปี 2570 เปิดใช้ปี 2574 ส่วนสัญญา 4-1 ช่วงสถานีดอนเมือง ลั่นหากช้าดึงงานช่วงสถานีดอนเมืองทำเองทันที
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงว่า, ภาพรวมการดำเนินงานในสัญญาที่ 4-5 ช่วงสถานีอยุธยา โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสถานีอยุธยาเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพื้นที่มรดกโลก ซึ่งยังคงควบคุมกรอบวงเงินก่อสร้างให้อยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี พร้อมกำหนดแผนเริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2570 และตั้งเป้าเปิดให้บริการในช่วงปี 2574–2575
สำหรับสัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ–พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือนพฤษภาคม 2569 จากนั้นจะเปิดรับฟังความคิดเห็นในเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกวดราคาในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง พฤศจิกายน 2569 และลงนามสัญญาในช่วงปลายปี 2569 คาดเริ่มก่อสร้างในต้นปี 2570 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างงานโยธาประมาณ 3 ปี แล้วเสร็จในปี 2573 และใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี สำหรับการติดตั้งระบบและทดสอบการเดินรถ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2574
สำหรับสัญญา 4-5 มีการปรับรูปแบบทั้งด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม โดยได้ขยับตำแหน่งศูนย์กลางสถานีออกจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย ไม่ถึง 100 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการทับซ้อนกับอาคารสถานีเก่าที่เป็นโบราณสถาน พร้อมแยกโครงสร้างสถานีใหม่ออกจากของเดิมอย่างชัดเจน และยกเลิกแนวคิดการก่อสร้างหลังคาขนาดใหญ่ครอบสถานีเดิมตามแผนเดิม การปรับแบบดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากยังคงอยู่ในแนวเส้นทางเดิม อีกทั้งยังช่วยลดขนาดสถานีลง ทำให้สามารถควบคุมงบประมาณให้อยู่ในกรอบเดิมได้
...
ทั้งนี้ ในการก่อสร้าง รฟท.วางกลยุทธ์ดำเนินงานแบบขนาน โดยแบ่งพื้นที่ก่อสร้างออกเป็น 2 ส่วน คือ ช่วงที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่มรดกโลกประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเริ่มงานก่อสร้างทางวิ่งได้ทันทีหลังออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) และอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ที่เป็นพื้นที่อ่อนไหว ใช้สร้างสถานีอยุธยา, จะดำเนินการขุดสำรวจทางโบราณคดีควบคู่กันไป หากพบโบราณวัตถุจะมีการบันทึกและเคลื่อนย้ายร่วมกับกรมศิลปากรตามขั้นตอน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่เคยใช้ในหลายโครงการที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่ รฟท.มั่นใจว่ายังคงมีผู้รับเหมาให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการฯ อย่างแน่นอน รวมถึงกลุ่มเอกชนรายเดิมที่เคยชนะการประมูล ก็ยังพร้อมกลับเข้าร่วม หากมีความชัดเจนด้านรูปแบบการดำเนินงานและกรอบงบประมาณ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อการผลักดันโครงการให้เดินหน้าตามแผนที่วางไว้
สำหรับสัญญา 4-1 ช่วงสถานีบางซื่อ-ดอนเมือง ซึ่งเป็นโครงสร้างร่วมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยมีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี.) เป็นเอกชนผู้รับสัมปทานอยู่ ปัจจุบันยังประสบปัญหาความล่าช้า โดย รฟท.ได้เตรียมแผนสำรองรองรับไว้แล้ว โดยหากภายในช่วงเดือนมิถุนายน ถึง กรกฎาคม 2569 ยังไม่มีความชัดเจนจากภาคเอกชน จะเสนอให้คณะกรรมการกำกับโครงการพิจารณาดึงงานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่ง มูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท กลับมาดำเนินการเอง เพื่อไม่ให้กระทบต่อกรอบเวลาการเปิดให้บริการของโครงการโดยรวม
ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและนโยบาย โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในประเด็นสำคัญ เช่น หลักการจ่ายเงินแบบทำไปจ่ายไปและค่าสิทธิการเดินรถ ซึ่งหากไม่ได้รับความเห็นชอบ จะต้องกลับไปใช้เงื่อนไขตามสัญญาเดิม คือเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว รัฐจ่ายคืนเงินร่วมทุนฯ อย่างไรก็ตามในส่วนของสัญญา 4-1 ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับโครงการภายใต้กฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายอนันต์ กล่าวถึงวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางการเงินของ รฟท. อย่างมีนัยสำคัญ โดยเดิมองค์กรได้ตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร แต่สถานการณ์ปัจจุบันราคาปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 50 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดภาระส่วนต่างที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่โครงสร้างต้นทุนพบว่า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายแปรผันทั้งหมด และมีการใช้น้ำมันเฉลี่ยสูงถึงวันละ 220,000 ลิตร
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การรถไฟฯ คาดว่าภาระขาดสภาพคล่องซึ่งเดิมประเมินไว้ที่ราว 18,000 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม องค์กรยังคงยืนยันนโยบายตรึงอัตราค่าโดยสารในระยะนี้ เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะใช้แนวทางเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณชดเชยจากภาครัฐแทน พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิดไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณในเดือนกันยายน
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม