วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ของไทยกำลังจะผ่านไป แต่ความโกรธเกรี้ยวจากการเจรจาที่ล้มเหลวกับอิหร่านตลอด 21 ชม. ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ยังคงก่อกวนจิตประสาทของผู้คนในโลกมนุษย์ให้หวั่นไหวต่อไปในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะอยู่กับพวกเราไปอีกหลายยก หลายวัน หลายเดือน และอาจลากยาวไปถึงปี...ก็เป็นไปได้

จึงอยากจะชวนผู้อ่านมาสดับตรับฟังความเห็นของ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ วิทัย รัตนากร นักเศรษฐศาสตร์ตัวจริงที่ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจร่วมกับกระทรวงการคลังในระบบการเงินของประเทศ และเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน อย่างน้อยก็เพื่อให้รับรู้ว่าเขามีมุมมองเรื่องนี้อย่างไร เผื่อเป็นหลักคิดนำไปใช้ต่อยอดต่อไปในการทำงานและใช้ชีวิตหาเลี้ยงปากท้อง

หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ยืดคำขาดจากเช้าวันที่ 8 เม.ย. ออกไปเพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป สิ่งที่คิดว่าโอกาสจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดจากนี้ไปนั้นน้อยแล้ว และคิดว่าคงจะสู้รบกันยาวไปเลยสิ้นปีนี้หรือปีหน้า

แรกเลยคิดว่า Worst-case scenario หรือเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดคงปั่นให้ GDP ไทยเราเติบโตต่ำกว่า 1% แน่นอน แต่ขณะนี้คิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายหมดไปแล้ว ส่วน Best-case ที่คิดว่าจะจบในเดือน 6 ตอนนี้ก็ต้องมาปรับใหม่ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันจะไม่ลงเท่ากับก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมันถูกทำลายไปมาก การจะทำให้กลับมาเหมือนเดิมอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนและหลายปี

เราประเมินภาพรวมการเติบโตของ GDP ปีนี้ว่า ถ้าสงครามอ่าวจบช้า GDP ไทยจะเติบโตได้เพียง 1.3% แต่ถ้าจบเร็ว ก็อาจจะเติบโตได้ 1.7% อันนี้คิดในลูปของแบงก์ชาติว่า ถ้าเพิ่มตัวเลขจะเพิ่มได้หรือไม่? เพิ่มได้ ยกตัวอย่างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เวลานี้ไทยเรามีมูลค่า 19 ล้านล้านบาท ถ้าเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ 10% ก็จะเพิ่มตัวเลข GDP ได้ 1% คิดเป็นเงิน 1.9 ล้านล้านบาท

...

แต่ถ้าเพิ่มเพดานแค่ 5% ก็จะได้ 900,000 ล้านบาท... ถ้าเพิ่มนะครับ ไม่รู้ว่าเขาจะเพิ่มหรือไม่ (เพดานหนี้ปัจจุบันใกล้แตะระดับ 70% คิดเป็นมูลค่ารวมราว 12 ล้านล้านบาท) ดูเฉพาะกองทุนน้ำมันก็ 1.5% แล้ว ขณะนี้ติดลบไป 50,000 ล้านบาท ถ้ารัฐบาลจะออก พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้อีก 1.5 ล้านล้านบาท คิดว่าขยายเพดานหนี้ขึ้นไปที่ระดับ 75% น่าจะเป็นโอกาสดีกว่า อาจจะใช้ไม่เต็มทีเดียว ทยอยใช้ไป แต่ถ้าเพิ่มทีเดียว 80% อาจจะยากหน่อย

ถามว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเพิ่มตัวเลขการเติบโตของ GDP หรือไม่ คำตอบคือ มี...เรามีศักยภาพในการเพิ่ม GDP ได้เป็น 2.5 - 2.7% หรือใช้เงินประมาณ 400,000 - 500,000 ล้านบาท แต่สิ่งเดียวที่จะเพิ่มตัวเลข GDP ได้คือ “การลงทุน” โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า Supply Side ซึ่งแสดงให้เห็นชัดในฝั่งของอุปทานที่ต้องมีการจัดหาวัตถุดิบ เครื่องจักร ผู้ผลิต และเทคโนโลยีใหม่

ลงทุนคน ลงทุนเทคโนโลยี Energy Transition รอบนี้ต้องจริงจังกว่าที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ วิทัย ย้ำด้วยว่า “ลงทุนนะ ไม่ใช่แจก”... ใส่ทรัพยากรทั้งหมดเข้าไป ยัดมันลงไปเพื่อให้โตเต็มศักยภาพ... แล้วมันก็จะโต ที่ผ่านมามีแต่วิเคราะห์ ไม่ได้ลงมือทำ อย่าไปมัวเถียงกันอยู่ว่าใครจะผูกขาดพลังงาน หรือรัฐจะรับซื้อพลังงานหรือไม่ แต่ขอให้ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง ลงทุนที่ว่านี้ดำเนินไประหว่างไทยกับไทย ต่างชาติกับต่างชาติ รัฐบาลอาจจะต้องช่วยเรื่อง Funding ก็แล้วแต่ การลงทุนมีหลายวิธี เอกชนลงทุนก็ได้ รัฐบาลลงทุนก็ได้ แต่ทั้งหมดเราต้องลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ (Potential) ให้ GDP

มีคำถามว่าประเทศไทยเราจะมีโอกาสหลุดโค้งหรือไม่ เมื่อทุกอย่างปรับราคาขึ้น ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้นด้วยไหม? คำตอบคือ เงินเฟ้อเวลานี้ขึ้นมาจาก Supply Side คือการพุ่งขึ้นไปของราคาพลังงาน และส่วนต่างที่ถ่างกันมากระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ แต่มันก็สลับขึ้น-ลงตามสถานการณ์ ดังนั้นถ้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปในช่วงนี้เงินเฟ้อก็ไม่ลง และไม่คิดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนค่าเงินบาทก็เป็นไปตามที่ต้องการคืออ่อนค่าลงด้วยสถานการณ์ความรุนแรงของการสู้รบ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจทั้งเอเชียไม่ดีรวมถึงไทย พอทั้งหมดไม่ดี ค่าเงินจึงอ่อนลงทั้งภูมิภาค

ว่าแต่คำว่าหลุดโค้งนั้นแปลว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ดีหรือไง? คิดว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมาก แต่ไม่ถึงกับว่าเราอยู่ไม่ได้ รอบนี้ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเงินบาท เพราะอยู่ในฝั่งที่ทุกคนอยากเห็นคือค่าเงินบาทอ่อนลง (32.05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ณ 14 เม.ย.) ไม่ได้อ่อนมากแบบผิดปกติ แต่เพราะไทยเรามีทุนสำรองมากพอจะดูแลค่าเงินให้มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการท่องเที่ยว

มีเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังอีกเรื่อง คือแบงก์ชาติกำลังเตรียมประกาศปรับค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ที่เรียกเก็บจากผู้ฝากเงินใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมใน 15 - 19 รายการ ระหว่างนี้กำลังทำประชาพิจารณ์อยู่ คาดว่าจะเสร็จสิ้นทันการประกาศใช้ในต้นเดือนหน้าคือ พ.ค.

เริ่มต้นจากการให้แบงก์พาณิชย์ผ่อนปรนการใช้หนี้ของลูกหนี้ ให้จ่ายแต่ดอกไม่ต้องจ่ายต้น 3 เดือน ใครที่กู้บ้านครบ 3 ปี อยากแนะนำให้ทำรีไฟแนนซ์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ย ทีนี้เมื่อเศรษฐกิจดี มีรายได้เข้ามา มีโบนัสหรือเงินพิเศษรายปีก็ขอให้ใช้เงินนั้นโปะเสียจะได้ผ่อนบ้านหมดโดยเร็ว สำคัญคือช่วงเวลาเช่นนี้อย่าวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้จะกู้บ้านเลย เรื่องนี้กำลังทำกับรัฐบาลอยู่

ในรายของ SMEs ซึ่งส่วนมากเวลามีเงินมักจะนำไปซื้อที่ดิน เวลาเกิดปัญหาก็เอาที่ดินไปเข้าแบงก์ ถึงเวลามีปัญหาแบงก์ไม่ให้กู้ ก็กดดันไปว่าให้เขากู้สัก 30 - 40% ของราคาที่ดินก็แล้วกัน เพื่อให้มีการเดินของเงินสดและสภาพคล่อง พร้อมให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ซอฟต์โลนเผื่อคนอยากกู้ไปซื้อรถ EV หรือติดโซลาร์เซลล์ด้วย

ที่ผ่านมาเราจะเห็นแบงก์พาณิชย์มีกำไรสูงมาก ปีหนึ่งๆ มีกำไรรวมกันราว 320,000 ล้านบาท แบงก์รวยแต่คนจนกับ SMEs พัง ก็ไม่ถูกนักหรอก สิ่งที่แบงก์ชาติจะทำต่อมาเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนจากภายนอกยังอยู่ในระดับสูงก็คือ กำหนดมาตรฐานใหม่โดยอิงระดับต่ำสุดของอุตสาหกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของค่าบริการ เช่น...

...

ค่ารักษาบัญชีที่เดิมบางแห่งเก็บสูงถึง 100 - 500 บาท แบงก์ชาติกำหนดให้ปรับลดลงเหลือ 20 บาทรวมทุกบัญชี ส่วนค่าธรรมเนียมโอนบาทเน็ตจะลดลงเหลือ 50 - 100 บาท ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ SMEs จะถูกจำกัดไม่เกิน 2.5% สำหรับวงเงินขนาดเล็ก

แบงก์ชาติยังเตรียมช่วยเหลือลูกหนี้แบบเป็นขั้นบันได นอกจากขอความร่วมมือแบงก์พาณิชย์ลดภาระการชำระหนี้โดยการพักเงินต้นแล้ว สินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันก็ขอให้แบงก์พาณิชย์ช่วยดูแลให้ด้วย เช่น อาจจะตรึงการชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตไว้ที่ 8% และยังไม่ปรับขึ้นเป็น 10% ตามแผนเดิม เป็นต้น

ผู้ว่าฯ วิทัยยังให้ความหวังว่าจะพยายามปรับเปลี่ยนมุมมองของแบงก์ชาติด้วยการปรับลดช่องว่างส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ลง (Spread) ซึ่งอาจจะกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร แหล่งข่าวกล่าวถึงกรณีนี้ว่านี่เป็นเรื่องที่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแสดงความหนักใจพอสมควร เพราะอาจกระทบผลการดำเนินงานและการทำกำไรของแบงก์พาณิชย์หายไปราว 2 - 3.5% หรือประมาณ 12,000 ล้านบาท

ต้องขอขอบคุณผู้ว่าฯ วิทัย อีกครั้งกับการเอาใจใส่ในผลประโยชน์ประชาชน และคนฝาก-คนกู้ ซึ่งจริงๆ ก็เรียกร้องกันมานาน แต่ดูเหมือนข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่เคยไปถึงหูผู้บริหารที่อยู่บนหอคอยงาช้างในบางขุนพรหมเลย