“ศุภจี” ยอมรับกลับมาครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ปรับทัพพาณิชย์ใหม่รับมือ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน หวังดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชนให้ดีที่สุด ลั่น “ไม่ท้อ” ทำงานเต็มที่ และทุกอย่างที่ทำ คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ให้ประชาชน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ ในโอกาสรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ในรัฐบาลอนุทิน 2 เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 16 เม.ย.69 ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ สถานการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนเดิม และไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยวิกฤติแรก คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่มากนัก และยังมาเกิดความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดวิกฤติราคาพลังงานเขาซ้ำเติมอีก จึงต้องปรับทัพการทำงานภายในกระทรวงพาณิชย์ใหม่ ด้วยการเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องเข้ามาช่วย โดยเรื่องราคาสินค้าและค่าครองชีพ ได้เพิ่มผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของกรมการค้าภายในให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น
...
ส่วนเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ได้ตั้งทีมที่ปรึกษา เข้ามาเสริมทีมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เช่น นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลาด จีน อาเซียน อเมริกา และยุโรป เพื่อช่วยกันวางกลยุทธ์และตอบโจทย์ได้ตามสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งใช้รูปแบบการทำงานแบบคัสเตอร์ ประสานงานกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนทุกระดับ และเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาทั้งราคาสินค้าและค่าครองชีพ รวมถึงภาคการผลิตและภาคการส่งออกด้วย
อย่างไรก็ตาม ตนไม่ท้อแท้ที่จะทำงาน แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้ทำงานมากขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นจากมาตรการ Quick Bik Win ทำให้ประชาชนมีความหวังมากขึ้น แต่พอมาถึงไตรมาสแรกปีนี้ กลับมีวิกฤติตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม ความหวังประชาชนถูกกระทบจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ความกังวลก็อาจจะกลายเป็นความโกรธ แต่รัฐบาลก็เข้าใจได้ และจะดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ดีที่สุด
“เชื่อมั่นว่า ทุกคนทำงานเต็มที่ และตั้งใจทำงานเต็มที่ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลด้วย เราทำงานเต็มที่ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจดีที่สุด เราไม่ท้อแท้แน่นอน และทุกอย่างที่เราทำ คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่ให้กับประชาชน”
ส่วนสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมี ต้องมองใน 2 มิติ คือ เรื่องราคาและความขาดแคลน ซึ่งถือเป็นความกังวลอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องดูแล โดยในส่วนของราคานั้น ย้ำว่า ปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ขณะนี้ยังไม่มีการขอปรับขึ้นราคา ซึ่งกรมการค้าภายใน ให้ข้อมูลว่า ปุ๋ยมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือนพ.ค.นี้ แต่สำหรับปุ๋ยล็อตใหม่ที่จะนำเข้ามาจากมาเลเซียและบรูไน ต้องยอมรับว่า มีต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และจะต้องปรับราคาใหม่
ส่วนปุ๋ยที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง ที่เตรียมเดินทางโดยเรือ 5 ลำ แต่ยังนำเข้ามาไม่ได้นั้น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ได้เดินทางไปโอมาน เพื่อเจรจาขอเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุช แต่คงยาก เพราะมีปัจจัยของสหรัฐฯเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ได้เจรจาซื้อปุ๋ยจากรัสเซียอีกทางหนึ่งด้วย เมื่อเริ่มมีวัตถุดิบใหม่นำเข้ามา กระทรวงพาณิชย์ก็จะต้องพิจารณาราคาด้วยว่าจะเป็นเช่นไร แล้วต้องค่อยๆ ทยอยปรับขึ้น
...
“ต้องยอมรับว่า ราคาปุ๋ยล็อตใหม่ จะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ แต่กระทรวงพาณิชย์ จะพิจารณาราคาอย่างรอบคอบที่สุดให้สอดคล้องกับต้นทุน ขณะเดียวกัน ก็จะมีโครงการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวด้วย”
นางศุภจี กล่าวต่อถึงสินค้าที่ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน เพื่อขอปรับขึ้นราคา ทั้งน้ำมันปาล์มบรรจุขวด แชมพู และสบู่ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่ได้อนุญาตปรับขึ้นราคา โดยในส่วนของน้ำมันปาล์ม มีผู้ประกอบการ 4 ราย ยื่นปรับราคา เบื้องต้นอาจต้องเชิญผู้ประกอบการมาหารือก่อน โดยจะขอความร่วมมือให้ทยอยปรับขึ้นราคา และไม่ให้ของขาดตลาด ส่วนแชมพู และสบู่ ยังอยู่ระหว่างการขอข้อมูล ซึ่งตามขั้นตอนจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 15 วัน ภายหลังจากยื่นขอปรับ
เมื่อถามว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องยอมรับว่าราคาข้าวของจะเริ่มแพงขึ้น นางศุภจี กล่าวว่า คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะต้องดูต้นทุนวัตถุดิบใหม่ที่เข้ามา ส่วนการดูแลเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น ยังต้องติดตามในเดือนเม.ย.นี้ ที่จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้นตลอดทั้งเดือน และจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นได้ จากเดือนมี.ค.ที่ยังติดลบอยู่
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม