รองนายกฯ “เอกนิติ” สั่งกระทรวงพลังงานรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันด่วน จ่อตัดค่าขนส่ง-ประกันภัย พร้อมเล็งทบทวนค่าความเสี่ยงช่วงสงคราม (War Premium) เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เตรียมชงเข้าที่ประชุม ครม. นัดแรก 6 เม.ย. นี้ มั่นใจช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนได้ทันที
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คตร. นัดแรก ว่า ได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สั่งพลังงานรื้อโครงสร้าง หั่นค่าการกลั่น-การตลาด
นายเอกนิติ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งในส่วนของ “ค่าการกลั่น” และ “ค่าการตลาด” เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายน 2569 นี้
...
จากการพิจารณาสูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันพบว่า อาจสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากมีการนำค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้ามารวมในราคาขายส่งด้วย ที่ประชุมจึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที
เล็งทบทวน War Premium ไม่ให้ผลักภาระสู่ผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังให้ศึกษาการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยงส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม หรือ War Premium แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างอิงถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่ในข้อเท็จจริงพบว่า โรงกลั่นในไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว มีการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมด้วย จึงต้องตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำมาคำนวณค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสม ป้องกันการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค
ทั้งนี้ ได้กำหนดให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายน 2569 เพื่อให้ คตร. ประชุมหารืออีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อ ครม. นัดแรก ซึ่งเชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน
พลังงานแจงยิบ ปมค่าการตลาด-ค่าการกลั่นพุ่ง
ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ย (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 2 เม.ย. 2569) อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงพลังงานได้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกินระดับดังกล่าว
ส่วนกรณีที่ตัวเลขค่าการกลั่นในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาทนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย หากเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าการตลาด
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม