ม.หอการค้าไทย เปิดผลกระทบราคาดีเซลพุ่ง 14.30 บาท พบ 10 ธุรกิจกระทบหนัก โดยเฉพาะภาคขนส่ง ดันเงินเฟ้อพุ่ง 4.56% การบริโภคภาคเอกชนหายวับเฉียดแสนล้านบาท ฉุดจีดีพีดิ่ง 0.56% หนำซ้ำยังส่อวิกฤติเม็ดพลาสติก-ปุ๋ยเคมี คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางลากยาวตลอดปี เศรษฐกิจไทยเสี่ยง Stagflation
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นที่มีต่อเศรษฐกิจไทยว่า สถาบันฯได้ประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นแล้วรวมลิตรละ 14.30 บาท มาอยู่ที่ลิตรละ 44.24 บาทเมื่อวันที่ 2 เม.ย.69 หรือปรับขึ้นแล้ว 48% หลังสิ้นสุดการตรึงราคา 15 วัน
10 ธุรกิจรับศึกหนัก เมื่อดีเซลพุ่ง 48%
ภาคธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1.การขนส่งทางทะเล
2.การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี
3.การขนส่งทางอากาศ
4.การผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก
5.การขนส่งสินค้าทางบก
6.การไฟฟ้า
7.การปั่นด้าย 8.การขนส่งชายฝั่งและทางน้ำภายในประเทศ
9.การขนส่งทางบก
10.การทำเหมืองแร่ฟลูออไรด์
...
วิกฤติ "เม็ดพลาสติก-ปุ๋ย" จ่อขาดแคลน
ขณะเดียวกัน ไทยส่อเกิดวิกฤติเม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมี เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไม่สามารถนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ และคาดว่า สต๊อกในประเทศจะใช้ได้จนถึงสิ้นเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าที่ต้องใช้พลาสติกจำนวนมาก รวมถึงกระทบต่อการเพาะปลูกพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งข้าว ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย รวมถึงผลไม้ต่างๆ และจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรเหล่านี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นแล้วลิตรละ 14.30 บาท มีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเพิ่มขึ้น 4.56% หรือน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% และกดดันให้การบริโภคภาคเอกชน ลดลงคิดเป็นมูลค่า 97,520 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.56% ในกรอบระยะเวลา 1 ปี หรือน้ำมันดีเซลที่ขึ้นทุก 1 บาท ทำให้จีดีพีลดลง 0.04%
“ราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ผลิต/ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น (Cost-Push Shock) จนต้องปรับขึ้นราคาสินค้า กระทบต่อผู้บริโภค แต่ยังกัดเซาะอำนาจซื้อของผู้บริโภค และกดดันการบริโภคภาคเอกชน (Demand-Pull Shock) สถานการณ์นี้กลายเป็น Couple Shock ที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านทั้งช่องทางราคาของผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ และช่องทางความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงไปพร้อมกัน”
อย่างไรก็ตาม ได้ประเมินผลกระทบครั้งนี้ไว้ 3 กรณี โดยกรณีที่ 1 และ 2 หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจบภายใน 3-6 เดือน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 45% จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.91-2.82% จากกรอบเป้าหมายปีนี้ที่ 1-3% ส่วนจีดีพี เฉพาะผลกระทบจากราคานั้นที่เพิ่มขึ้น จะลดลง 0.14-0.28% จากคาดการณ์เดิมที่ขยายตัว 2% และจีดีพีโดยรวม ลดลงอีก 1.07-2.31% จากคาดการณ์เดิม และกรณีที่ 3 หากสยืดเยื้อตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 10% เงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นเป็น 3.67% ส่วนจีดีพีเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้น จะลดลงอีก 0.47% จากเดิม และจีดีพีภาพรวม ลดลงถึง 3.24% จากเดิม
นายวิเชียร กล่าวต่อถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูงขึ้น (Stagflation) ว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจบเร็วภายในไม่เกิน 6 เดือน เพราะแม้มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้จะสูงขึ้น แต่ยังไม่สูงขึ้นต่อเนื่องข้ามไตรมาส ส่วนจีดีพี แม้คาดจะชะลอลง แต่ยังไม่ต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงอย่างชัดเจน อีกทั้งรัฐบาลยังใช้นโยบายต่างๆ แทรกแซงได้ทัน แต่หากสถานการณ์ลากยาว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาก จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กำลังซื้ออ่อนแอ และเศรษฐกิจไทยถดถอยได้ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่ออัตราการว่างงาน และจะเกิด Stagflation ได้
...
ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล คือ
1.น้ำมัน ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น จ่ายเงินอุดหนุน) ลดการวิ่งรถเปล่า
2.ไฟฟ้า สกัดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง เร่งฟื้น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มลังการผลิตอีก +600 MW
3.เม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา/โพรเพน วัตถุดิบต้นน้ำในการผลิตเม็ดพลาสติก รวมถึงจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ อย่าง ยา/ถุงน้ำเกลือ/ถุงมือแพทย์ ตามด้วยอาหาร, บรรจุภัณฑ์ และป้องกันการตุนสินค้า
4.ปุ๋ย ล็อคสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, ตรึงราคาในประเทศไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐชดเชยส่วนต่าง ส่วนเกษตรกร ลดใช้ปุ๋ยเคมี
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังไม่เกิด stagration ได้ง่ายถ้าสถานการณ์จบลงในไตรมาส 2 หรือ 3 แต่ถ้าจบยาวไปถึง 4 เศรษฐกิจมีโอกาสติดลบหนัก และเงินเฟ้อสูง ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ยาก เพราะทั้งโลกจะเป็นเหมือนกันหมด
...
“สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลจะดูแลน้ำมัน เม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมีอย่างไรไม่ให้ขาดแคลน และราคาเหมาะสม เยียมยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งภาคขนส่ง เกษตร ประมง เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินเฟ้อมากนัก ส่วนนโยบายคุมราคาสินค้า ก็ต้องทำให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ เพื่อประคองธุรกิจ ไม่กระทบต่อการจ้างงาน ขณะเดียวกัน ต้องกระตุ้นการท่องเที่ยว และภาคส่งออก เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ส่วนโครงการเช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัส หากใช้เงินมากเกินไป อาจเหลืองบกลางไม่มากนักสำหรับทำโครงการอื่นๆ ในอนาคต และจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจได้อีก”
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม