ผลสำรวจ FTI CEO Poll มีนาคม 2569 เผยเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ 85.7% ระบุคอร์รัปชันรุนแรงกว่าอดีต แฉการจัดซื้อจัดจ้าง-ฮั้วประมูลครองแชมป์

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “เอกชนไม่ทน : เสียงสะท้อนภาคธุรกิจกับปัญหาคอร์รัปชัน” ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 645 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อสะท้อนมุมมองของภาคเอกชนต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

...

ผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ถึง 85.7% เห็นว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบัน รุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับอดีต สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังคงฝังลึกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน อันดับ 1 คือ วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน คิดเป็น 70.9% รองลงมาคือ ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด 57.2% และการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ 53.0% ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ภาคเอกชนเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

ในด้านรูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันที่พบมากที่สุด อันดับ 1 คือ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกสเปกและฮั้วประมูล 81.4% รองลงมาคือ การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ 72.6% และการทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม 69.8% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระดับปฏิบัติการ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างการบริหารภาครัฐด้วย 

ที่น่ากังวลคือ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 55.5% ระบุว่า ต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันคิดเป็นมากกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 61.2% เคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันด้วยตนเอง ขณะที่ 38.8% ระบุว่าไม่เคย ซึ่งตอกย้ำว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านธรรมาภิบาล แต่ยังสร้างภาระต้นทุนโดยตรงต่อภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการแข่งขัน และลดทอนประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อสอบถามถึงแนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน พบว่า อันดับ 1 คือ เร่งปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ 64.5% รองลงมาคือ ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ตรวจสอบได้ 60.2% อันดับ 3 คือ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพิ่มช่องทางร้องเรียน และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม 55.5% และอันดับ 4 คือ ยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐ ให้มีการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินการ 54.9% 

ดังนั้น ส.อ.ท. เห็นว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งการปฏิรูปกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านระบบดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการต่อต้านทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

สรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ดังนี้

1) ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันเมื่อเทียบกับในอดีต มีความรุนแรงในระดับใด

อันดับ 1 : มากขึ้น 85.7%

อันดับ 2 : เท่าเดิม 11.8%

อันดับ 3 : น้อยลง 2.5%

2) สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบันคือข้อใด 

อันดับ 1 : วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน   70.9%

...

อันดับ 2 : ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด 57.2%

อันดับ 3 : เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ 53.0% 

อันดับ 4 : การเมืองแทรกแซงระบบบริหารราชการ 49.6%

3) ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบัน มักเกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง  

อันดับ 1 : การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ การล็อกสเปก ฮั้วประมูล 81.4%

อันดับ 2 : การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ 72.6%

อันดับ 3 : การทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม 69.8% 

อันดับ 4 : การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐฯ 40.2%

4) ต้นทุนที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน คิดเป็นประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด

อันดับเปอร์เซ็นต์
อันดับ 1 : มากกว่า 20%
55.5% 
อันดับ 2 : 11 – 20%     
29.9% 
อันดับ 3 : 5 – 10% 
11.2%
อันดับ 4 : น้อยกว่า 5%      
2.5%
อันดับ 5 : ไม่มีต้นทุนที่เกิดจากการคอร์รัปชัน0.9% 


...


5) ภาครัฐควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องใด

อันดับ 1 : เร่งปฏิรูปกฎหมาย และยกระดับการบังคับใช้ให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ 64.5%

อันดับ 2 : ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลยพินิจ 60.2% 
พร้อมเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) ให้ตรวจสอบได้  

อันดับ 3 : ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน 55.5%

เพิ่มช่องทางร้องเรียน และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม  

อันดับ 4 : ยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐ 54.9%

ให้มีการประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสก่อน–ระหว่าง-หลังดำเนินการ 

6) ท่านเคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ การทุจริตคอร์รัปชัน หรือไม่ 

อันดับ 1 : เคย 61.2% 

อันดับ 2 : ไม่เคย 38.8%

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม