กรมการค้าภายใน เตรียมชง กกร. เพิ่มสินค้าควบคุม อีก 12 รายการ เช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่ม พร้อมเพิ่มมาตรการคุมเข้มสินค้าควบคุมเดิมอีก 13 รายการ โดยก่อนขึ้นราคาต้องแจ้งทุกครั้ง รับมือผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง ย้ำปัจจุบันยังไม่มีสิค้าอุปโภคบริโภคใดขึ้นราคา แต่ยอมรับ ถ้าต้นทุนขึ้น ก็ต้องขึ้นราคขาย ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถกห้าง ผู้ผลิต ทำสินค้าเอาส์แบรนด์ขายประชาชนราคาถูก ช่วยลดค่าครองชีพ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมเตรียมนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน วันที่ 25 มี.ค.นี้ พิจารณานำสินค้าที่จำเป็นสำหรับประชาชน เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 เพิ่มเติมอีก 12 รายการ เช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่ม จากเดิมที่มี 59 รายการ ซึ่งจะทำให้สินค้าควบคุมเพิ่มรวมเป็น 71 รายการ หาก กกร.เห็นชอบแล้ว จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในการประชุมวันที่ 31 มี.ค.นี้ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์สินค้าในภาวะวิกฤติ และบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน 

...

พร้อมกันนั้น จะเสนอมาตรการเพิ่มเติมสำหรับกำกับดูแลสินค้าควบคุม 13 รายการให้เข้มข้นมากขึ้น 13 รายการ อาทิ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา ปรับเป็นต้องขออนุญาตกรมก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง

สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้า นอกจากสินค้าที่ปรับขึ้นราคาไปแล้วเพราะผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น หมู ไข่ไก่ ฯลฯ แล้ว จากการตรวจสอบสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปรับขึ้นราคาช่วงนี้ และสต๊อกสินค้ายังมีเพียงพอที่จะขายราคาเดิมต่อไปอีก 2 เดือน คือ ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้  แต่หากมีสินค้าใดมีต้นทุนสูงขึ้นจริง ก็จะดูให้ราคาสอดคล้องกับต้นทุน ขณะเดียวกัน จะนำสินค้าทางเลือกราคาประหยัดมาขายให้ประชาชน ส่วนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ ที่กังวลว่า สต๊อกเดิมจะหมดลงในเดือนเม.ย.นี้นั้น ยืนยันว่าสินค้ายังมีเพียงพอ ใช้ได้นานกว่านั้น และการที่กรมจะนำเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม จะทำให้กำกับดูแล สต๊อก ต้นทุนต่างๆ ได้ทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้ถูกต้อง

 ส่วนกรณีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเตรียมขึ้นราคานั้น นายวิทยากร กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดแจ้งขอขึ้นราคามา เพียงแต่แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาบรรจุภัณฑ์ที่อาจไม่เพียงพอ ซึ่งกรมพยายามแก้ปัญหาให้ ขณะที่ปุ๋ยเคมี ขณะนี้มีสินค้าในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพ.ค.นี้ และแม้สินค้าบางส่วนจากตะวันออกกลางจะยังส่งมาไม่ได้ ระหว่างนี้ก็ทยอยนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น มาเลเซีย และบรูไนอย่างต่อเนื่อง และในเร็วๆ นี้จะเรียกประชุมผู้ผลิต ผู้ค้าปุ๋ยอีกครั้งเพื่อเช็กสต๊อกและความต้องการใช้เพิ่มเติม ด้านราคาน้ำมันปาล์ม ราคาปัจจุบัน ซึ่งเป็นสต็อกเก่ายังขายอยู่ช่วง 42 - 50 บาทต่อขวด แต่หากเป็นของใหม่สินค้าอาจขยับขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพประชาชน กรมจะปรับการจัดมหกรรมธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด จากเดิมจัด 60 ครั้ง ภายใน 1 ปี จะร่นระยะเวลามาจัดภายใน 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.-ส.ค.นี้ รวมถึงของบประมาณจากรัฐบาลเพิ่มเติมเพื่อจัดธงฟ้าให้ครบทั้งประเทศ รวมถึงจะจัดโครงการธงเขียวพลัส ปุ๋ยราคาประหยัด ที่จะของบเพิ่มเติมเช่นกัน เพราะปัจจุบันมีงบ 20 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรใน 10 จังหวัด แต่จะขอเพิ่มเพื่อให้ช่วยได้ครบ 50 จังหวัด ครอบคลุมทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์ม และผลไม้

ขณะที่การตรวจสอบรับเรื่องร้องเรียนช่วงวันที่ 4- 21 มี.ค.69 มีผู้ร้องเรียนกว่า 4,178 ครั้ง แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 1,554 สถานี พบผู้กระทำผิด 2 ราย, ผ่านสายด่วน 1569 มี 324 คำร้อง พบผู้กระทำผิดรวม 16 ราย และพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งหมด 2,183 แห่ง พบผู้กระทำผิด 10 ราย

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมได้เชิญ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ผู้ประกอบการข้าวถุง และผู้ผลิต ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หลายสิบหลาย มาหารือ แนวทางดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจะจัดโครงการไทยช่วยไทย นำสินค้าจำเป็นในกลุ่มสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ หรือสินค้าที่ห้างผลิตเอง และสินค้าแบรนด์ทางเลือกของผู้ผลิตรายใหญ่ ไเช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เป็นต้น มาจำหน่ายราคาประหยัดช่วยประชาชน

...

“ตอนนี้กรมให้ผู้ผลิต และห้างต่างๆ กลับไปทำการบ้าน เพื่อส่งรายการสินค้าราคาประหยัดกลับมาให้ภายในสัปดาห์นี้ เช่น ห้างผลิตและขายเอง ชิ้นละ 20 บาท ถ้าเข้าร่วมโครงการกับกรมแล้ว จะลดลงเหลือเท่าไร ซึ่งสินค้าต้องมีคุณภาพดี แต่จะขายราคาถูกกว่าเพราะไม่เสียค่าการตลาด เพื่อนำมาจำหน่ายผ่านห้าง และร้านค้ารายย่อย ในเครือข่ายของกระทรวงพาณิชย์ เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป เบื้องต้นกำหนดระยะเวลา 2 เดือน”


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม