”กรมเจ้าท่า-เรือคลองแสนแสบ“ยืนยันยังไม่ขึ้นค่าโดยสาร ขอจับตาราคาดีเซลใกล้ชิดอีกครั้ง พร้อมยึดสูตรขั้นบันได ด้านเอกชนขอติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันก่อน โอดผู้โดยสารลด เหลือวันละ 3 หมื่นคน จากปกติวันละ 4 หมื่นคน อ้อนรัฐช่วยเข้ามาดูแลด้านต้นทุน หากปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร หลังแบกรับภาระดูแลพนักงานกว่า 200 คน

นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่า ได้ปฎิบัติตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการคุมค่าโดยสาร ในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกผันผวน ในการดูแลประชชนไม่ให้ได้รับผลกระทบว่า ได้หารือร่วมกับนายเมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ ว่า ปัจจุบันยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแต่อย่างใด และยังคงจัดเก็บในอัตราเดิมตามที่กำหนด แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ การปรับเปลี่ยนอัตราค่าโดยสารในอนาคตจะต้องเป็นไปตามกลไกที่กำหนดไว้ หรือ “สูตรขั้นบันไดอัตราค่าน้ำมัน” ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มจะต้องอยู่ในช่วงเกณฑ์ที่กำหนดติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 วัน จึงจะสามารถพิจารณาปรับอัตราค่าโดยสารได้ เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาโดยไม่เหมาะสมและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้บังคับครอบคลุมทั้งเรือโดยสารในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค โดยผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นค่าโดยสารได้เอง หากราคาน้ำมันยังไม่เข้าเงื่อนไขตามเพดานราคาที่กำหนด และต้องยึดราคาน้ำมันหน้าปั๊มเป็นเกณฑ์อ้างอิงหลัก เพื่อสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ

ด้านนายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด กล่าวว่า ในระยะสั้นโดยเฉพาะภายในสัปดาห์นี้ จะยังไม่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารอย่างแน่นอน แม้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเงื่อนไขสำคัญในการปรับขึ้นค่าโดยสาร 1 บาท จะเกิดขึ้นเมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงเกิน 33 บาทต่อลิตร หากราคาน้ำมันมีการปรับขึ้น ในขณะที่ค่าโดยสารไม่มีการปรับขึ้นราคา สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงงาน ซึ่งถือเป็นภาระสำคัญแต่ยังไม่ได้รับการนำมาพิจารณาในโครงสร้างค่าโดยสารอย่างเพียงพอ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 250 คน

...

นายเชาวลิต กล่าวว่าปัจจุบัน จากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบพบว่าปริมาณผู้โดยสารยังมีแนวโน้มลดลง จากเดิมประมาณใช้บริการ 40,000 คนต่อวัน ขณะนี้เหลือเพียงราว 30,000 คนต่อวัน สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนแปลง การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ มองว่าภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการแบกรับภาระขาดทุนเมื่อเทียบกับหน่วยงานรัฐ จึงต้องการให้ภาครัฐพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านพลังงานและค่าแรง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ขณะนี้ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากราคาปรับตัวถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะมีการพิจารณาปรับอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยยืนยันว่าจะมีการสื่อสารล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด.

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม