สนค. เผยแม้ โอเปก เร่งผลิตน้ำมันเพิ่มรองรับปริมาณโลกที่หายไป แต่คาดไม่เพียงพอ ชี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นดันเงินเฟ้อไทยทะยานพุ่ง จากราคาสินค้า พลังงาน ค่าขนส่งพุ่งกระฉูด หนำซ้ำรายได้จากแรงงานกว่า 7.7 หมื่นคนหายวับ นักท่องเที่ยวตะวันออกลดฮวบ ค่าเงินบาทผันผวน กระทบเศรษฐกิจไทย 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า แม้กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าออก และประเทศอื่นในนาม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำมันเมื่อวันที่ 1 มี.ค.69 และมีมติให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.69 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ และอาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก

...

ดังนั้น สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock  ที่อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน และกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าต่างๆ สูงขึ้นตาม  นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกล่ง ที่มีกำลังซื้อสูง และมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

 ขณะที่รายได้จากแรงงานไทยในกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง ที่จะส่งกลับส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง จะหายไปทันที หากต้องอพยพกลับประเทศ และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ทำให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก อีกทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม