บอร์ดระดับชาติ TZD ไฟเขียว! เปลี่ยนบัตรปชช.เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต สร้างระบบการเรียนยืดหยุ่น สานต่อความสำเร็จเด็กหลุกจากระบบการศึกษาลดเหลือ 6 แสนคนจากตัวกว่า 1 ล้านคนในปี 2566
คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout - TZD) มีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) ผลักดันโครงการ ‘Learning Passport’ เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) เผยความสำเร็จในการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ลดลงเกือบครึ่ง พร้อมยกระดับแผนงานปี 2569 เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ขยายการช่วยเหลือครอบคลุมเด็กศูนย์การเรียนรู้ ม.12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนส่งผลให้ตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 ล่าสุด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือ 603,095 คน เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทาง Flexible Learning และ Learning Passport โดยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน แต่มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) จากงานวิจัยของกสศ. ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ
...
“การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (Individual Learning Accounts – ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าว
ในที่ประชุมยังมีการยกตัวอย่างจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบกลายเป็นศูนย์ ผ่านกลไกการทำงาน 4 แนวทางหลักคือ 1.ป้องกัน 2.แก้ไข 3.ส่งต่อ และ 4.ติดตามดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17,401 คน (ช่วงอายุ 3-18 ปี) ขณะเดียวกันยังผนึกกำลังภาคีเครือข่าย “ค้นหาและติดตามเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ทั้งผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพความเป็นอยู่และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ปัจจัยพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการแนะแนวอาชีพตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล
...
ขณะที่จังหวัดสงขลา โดยคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตำบล ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "Thailand Zero Dropout หรือ “สงขลาโมเดล 2569" โดยเป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมอาสาสร้างสุข และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกการทำงานบูรณาการผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอทั้ง 16 อำเภอ และคณะกรรมการปฏิบัติการระดับตำบล 127 แห่ง เพื่อการเข้าถึงและติดตามเด็กอย่างใกล้ชิด
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือยุทธศาสตร์ "ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ" ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่าน "สทิงพระโมเดล" พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด "เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียน" ผ่านการจัดการเรียนรู้ 3 ฐาน ได้แก่ วิชาชีวิต วิชาการ และวิชาอาชีพ เพื่อให้บทเรียนตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างรายได้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลโตนด และศิลปะการแสดงโนราห์ นอกจากนี้ จังหวัดยังขยายผลผ่านนโยบาย "1 โรงเรียน 3 รูปแบบ" เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
...
เช่นเดียวกับจังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก สมาคมสุขปัญญา และกสศ. ที่สามารถติดตามเด็กตามรายชื่อ TZD ได้แล้วถึง 7,178 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.61 ผ่านกลไกการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่นและการบูรณาการทุกภาคส่วน เช่น มาตรการ กลไก “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”เพื่อปรับการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้ตอบสนองปัญหาของเด็กรายบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบ และ One Stop Serviceในการรับเรื่อง ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กอย่างรวดเร็ว
รวมถึงยุทธศาสตร์ “ตาข่ายการศึกษา” 3 ชั้น คือ ตาข่ายที่ 1 ปรับสถานศึกษาให้ยืดหยุ่น ตาข่ายที่ 2 รองรับเด็กที่ตกหล่นด้วย “ศูนย์การเรียนมาตรา 12” และรูปแบบโรงเรียนมือถือ (Mobile School) และตาข่ายที่ 3 ขับเคลื่อนระดับตำบล โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ตามวิถีชีวิต นอกเหนือจากนั้นยังมีการ
บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ในการร่วมกันแก้ปัญหา
...
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ TZD ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและอุดช่องโหว่ของระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่
1. เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการข้ามกระทรวง: บูรณาการข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อออกแบบแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล (Case Management)
2. ขยายเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มเปราะบางซ่อนเร้น: พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มที่ยังไม่มีระบบรองรับ เช่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม แรงงานนอกระบบ และโดยเฉพาะเด็กในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิเงินอุดหนุน นม และอาหารกลางวัน
3. ดูแลกลุ่ม ‘Crisis PLUS’ (หลุดระบบชั่วคราว): ป้องกันเด็กและเยาวชนที่เผชิญวิกฤตอุทกภัย (เช่น น้ำท่วมขังภาคกลาง, น้ำท่วมฉับพลันภาคใต้) โรคระบาด หรือภัยสงคราม ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบอย่างถาวร
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องเกียรติหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ Thailand Zero Dropout เข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มแข็ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ในปี 2569 มีการมอบรางวัล Prime Minister TZD+ Awards ซึ่งเป็นโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างตาข่ายรองรับเด็กไทย ไม่ให้มีใครต้องร่วงหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม