สนค. เผยส่งออก-นำเข้าเดือน ม.ค.69 มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่กว่า 3.1 หมื่นล้านเหรียญฯ และ 3.4 หมื่นล้านเหรียญฯ ทำขาดดุลกับจีน แต่ได้ดุลสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ส่วนภาษีสหรัฐฯ 15% เบื้องต้น ทำให้ราคาสินค้าลดลง และอาจนำเข้าสินค้าไทยเพิ่ม แต่ไทยจะไม่ได้เปรียบคู่แข่ง เพราะได้ภาษีเท่ากัน ย้ำเดินหน้าเจรจาต่อ รับมือภาษีและมาตรการใหม่ๆ ที่สหรัฐฯจะออกเพิ่ม แก้เกมขาดดุล “สุนันทา”สั่งทูตพาณิชย์เดินหน้าขยายตลาด

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน ม.ค.69 การส่งออกมีมูลค่า 31,573.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 980,744 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% เมื่อเทียบเดือน ม.ค.68 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นับจากเดือน พ.ค.68 ที่ทำสถิติสูงสุดที่ 31,044.9 ล้านเหรียญฯ การนำเข้า 34,876.5 ล้านเหรียญฯ หรือ 1.097 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านเหรียญฯ หรือ 116,700 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงขาดดุลการค้ากับจีน และได้ดุลการค้าสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยขาดดุลจีนที่ 7,223.8 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค.68 ที่ขาดดุล 5,687.4 ล้านเหรียญฯ ส่วนกับสหรัฐฯ ไทยได้ดุลที่ 473.8 ล้านเหรียญฯ ลดลงจากเดือน ม.ค.68 ที่ได้ดุล 3,078.3 ล้านเหรียญฯ

สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้นมาก ได้แรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง กลับมาขยายตัวได้ดี ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก สินค้าทุนและเครื่องจักร ที่การนำเข้าได้เปรียบจากเงินบาทแข็งค่า

...

ขณะที่ตลาดส่งออก ขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 43.1%, จีน เพิ่ม 35.1%, ญี่ปุ่น เพิ่ม 2.7%, สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่ม 17.8% และอาเซียน (5 ประเทศ) เพิ่ม 29.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 8.7%, เอเชียใต้ เพิ่ม 11.1%, ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 97.8%, ตะวันออกกลาง เพิ่ม 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% เป็นต้น

นายนันทพงษ์ กล่าวต่อถึงกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงไทย โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ อีก 10% และ 15% เพื่อใช้ทดแทนภาษีตอบโต้ ที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ และรัฐบาลทรัมป์ต้องยกเลิกการเก็บว่า ในเบื้องต้น การเก็บภาษีนำเข้าที่ 15% ทดแทนเก็บภาษีตอบโต้จากไทยที่ 19% ทำให้ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าปลายทางลดลง และผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่อ่อนไหวด้านราคา ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้นำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราสูง เช่น 30% 40% ก็จะลดลงมาที่ 15% เท่ากันหมด ซึ่งจะเป็นคู่แข่งสำคัญ อีกทั้งไทยยังมีปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ที่ฉุดขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยได้


“แม้ภาษีนำเข้าลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีสินค้าบางรายการ ไทยจึงต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่างๆ ให้กับสหรัฐฯ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่”

...

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่ามูลค่าส่งออกสูงมาก แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรขาขึ้นนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทุกประเทศก็ได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ๆ ในแต่ละตลาด ทั้งสินค้าและบริการ เพื่อดูโอกาสช่วงชิง และเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญ จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกมาก ซึ่งล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม