นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน และ นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 4 ปี 2568 และ ปี 2568 ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน อยู่ที่ระดับ 20.9% เงินสำรอง อยู่ที่ระดับ 183.3% และสภาพคล่อง 215.1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเกินกว่าเกณฑ์
โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน ถือเป็นการหดตัวต่อเนื่องเนื่องติดกัน 6 ไตรมาส โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ SMEs ซึ่งหดตัวต่อเนื่องติดกัน 14 ไตรมาส และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก หากสามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างในระยะยาวเพื่อรองรับการแข่งขันดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศ จะช่วยเพิ่มความต้องการด้านสินเชื่อมากขึ้น
...
ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 536.0 พันล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับสินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน มีกําไรจากการดําเนินงานก่อนหักสํารอง ลดลง -4.5% หรือ 505,000 ล้านบาท ขณะที่กําไรสุทธิลดลง -3.6% หรือ 272,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง
และความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าแนวโน้ม ไตรมาส 4 ปี 2568 จะปรับลดลง ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม
สำหรับมาตรการ LTV ที่มีการต่ออายุออกไป 1 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมิถุนายนเนี่ย นายสมชายระบุว่า หากมีความจำเป็นและช่วยพยุงการฟื้นตัวของของภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็อาจมีการต่ออายุมาตรการ ซึ่งคงต้องเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
นายสุโชติระบุถึงสถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า สินเชื่อบ้านในกลุ่มบ้านราคาสูงยังคงเติบโต เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ส่วนดัชนีราคาบ้านยังอยู่ระดับทรงตัว และอาจจะมีปรับดีขึ้นบ้าง และโดยเฉพาะกลุ่มบ้านมือสองที่เติบโตขึ้น เนื่องจากนิยมซื้อบ้านมือสองราคาถูก ทำเลดีไปรีโนเวทใหม่ได้
...
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม