เปิดปี 69 ธุรกิจตั้งใหม่โตแรง 8,418 ราย ชี้ธุรกิจเทคโนโลยี–พลังงาน–สุขภาพ โอกาสมาถึงแล้ว ด้านต่างชาติยังเทเงินลงทุนเข้าไทย เดือนแรกประเดิมกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลการวิเคราะห์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนกว่า 62% ทุนจดทะเบียนรวม 24,376 ล้านบาท เริ่มเศรษฐกิจต้นปีด้วยความสดใส พร้อมชี้เป้า 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างชาติยังขยายตัว เงินลงทุนรวมกว่า 33,779 ล้านบาท

 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนธันวาคม 2568 (5,187 ราย) เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)  เดือนมกราคม 2568 (8,862 ราย) ลดลง 444 ราย คิดเป็น 5.01%

 ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 24,375 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนธันวาคม 2568 (13,385 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10,990 ล้านบาท คิดเป็น 82.11% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมกราคม 2568 (24,950 ล้านบาท) ลดลง 575 ล้านบาท คิดเป็น 2.30%

...

 ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ 1) บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และ 2) บริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง จัดหา สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน

 เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ        เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 195 ราย คิดเป็น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 62 ราย คิดเป็น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท และ 3) เกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 46 ราย คิดเป็น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท

 การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนมกราคม 2569 มีจำนวน 1,252 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM)      เดือนธันวาคม 2568 (6,112 ราย) ลดลง 4,860 ราย คิดเป็น 79.52% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)  กับเดือนมกราคม 2568 (1,431 ราย) ลดลง 179 ราย คิดเป็น 12.51%

ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 13,267 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนธันวาคม 2568 (17,797 ล้านบาท) ลดลง 4,530 ล้านบาท คิดเป็น 25.45% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนมกราคม 2568 (4,601 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8,666 ล้านบาท คิดเป็น 188.36% 

 ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,478 ล้านบาท ประกอบธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์

(ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,058,497 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 974,255 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.47 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 775,946 ราย คิดเป็น 79.65% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.46 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,803 ราย คิดเป็น 20.20% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท

 สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 529,392 ราย ทุนจดทะเบียน 13.70 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 319,154 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,709 ราย ทุนจดทะเบียน 7.14 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.34%, 32.76% และ 12.90% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

...

 ในปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวนแต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่กรมฯ มองว่ามีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาวใน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่

 1) ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้มีสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการขององค์กรต่างๆ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่

 2) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบ   การทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ 

...

 3) ธุรกิจสุขภาพและยา การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา 

 4) ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพ็กเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้

...

 5) ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้

การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนมกราคม 2569

 การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมกราคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 113 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 24 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 89 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,779 ล้านบาท 

 โดยการอนุญาตฯ ในเดือนมกราคม 2569 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 10 ราย (10%) เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (103 ราย) และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 10,619 ล้านบาท (46%) เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (23,160 ล้านบาท) 

 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 26 ราย คิดเป็น 23% ของธุรกิจต่างชาติในไทย   เงินลงทุน 5,390 ล้านบาท 2) ญี่ปุ่น 25 ราย คิดเป็น 22% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 15,315 ล้านบาท 3) สหรัฐอเมริกา 16 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 420 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 12 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย  เงินลงทุน 5,513 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 10 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 587 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 24 ราย คิดเป็น 21% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 6,554 ล้านบาท 

 การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของเดือนมกราคม 2569 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 38 ราย คิดเป็น 34% ของนักลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น 9 ราย คิดเป็น 31% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 (29 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 14,637 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 19 ราย เงินลงทุน 5,293 ล้านบาท สิงคโปร์ 5 ราย เงินลงทุน 4,310 ล้านบาท ญี่ปุ่น 5 ราย เงินลงทุน 1,306 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 9 ราย เงินลงทุน 3,728 ล้านบาท


อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม