ประธาน FETCO แนะประกันสังคมตั้งบอร์ดอิสระช่วยดูแลเร่งปรับโครงสร้างก่อนสายเกินแก้ ชี้ ระบบประกันสังคมไทยเปรียบเสมือน "บุฟเฟต์ที่ของกำลังจะหมด" เตือนคนรุ่นใหม่อาจจ่ายเงินฟรีแต่ไม่ได้สิทธิในอนาคต  

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงกรณีข้อกังวลต่อการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยระบุว่า จากการศึกษาต่อเนื่องพบสัญญาณที่น่ากังวลว่าเงินกองทุนประกันสังคมอาจไม่เพียงพอในอนาคต แม้ปัจจุบันจะมีเงินสะสมหลักล้านล้านบาท แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราวจากจำนวนผู้สูงอายุที่ยังไม่มากนัก

นายกอบศักดิ์ ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ประกันสังคมไทยกับระบบ Social Security ในสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญปัญหาเงินไม่พอจ่าย จนต้องใช้วิธีเก็บเงินเพิ่มและลดสิทธิประโยชน์ลง โดยระบุว่าไทยกำลังก้าวไปสู่จุดนั้น เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่เด็กเกิดน้อยลง แต่คนเกษียณมากขึ้น

"มันเหมือนบุฟเฟต์ที่คนมาแรกๆ ตักทานจนหมด ส่วนคนที่เหลือต่อแถวอีก 40 ปีข้างหน้า ต้องจ่ายค่าบุฟเฟต์เท่าเดิมแต่เหลือเพียงข้าวเปล่าให้ทาน มันไม่ยุติธรรมกับทุกคน ดังนั้นการปฏิรูปจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่ต้องทำตั้งแต่วันนี้"

ขณะที่ในด้านการลงทุน นายกอบศักดิ์ เสนอว่า สปส. ต้องปรับนโยบายการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการฝากธนาคารอย่างเดียวกินดอกเบี้ย 2% ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในระยะยาว โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ว่า หากฝากธนาคารอย่างเดียวเงินจะหมดเมื่ออายุ 70 ปี ขณะที่ลงทุนตลาดทุนครึ่งหนึ่ง เงินจะดูแลเราได้ถึงอายุ 80-82 ปี

...

ขณะเดียวกันก็ ได้เสนอให้ใช้โมเดลเดียวกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่บริหารเงินทุนสำรองหลัก 10 ล้านล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยบริหาร เพื่อสร้างบรรทัดฐานการทำงานและเปรียบเทียบผลตอบแทน (Benchmark) กับการบริหารภายในเองด้วย

สำหรับการปรับปรุงโครงสร้าง นายกอบศักดิ์ ได้เสนอให้รัฐบาลใหม่จัดตั้ง คณะกรรมการอิสระ ที่ต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เช่น อดีตผู้ว่าฯ ธปท.  หรือนักเศรษฐศาสตร์เก่งๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา แทนประชาชน โดยมีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่ประเมินสถานะกองทุน รายงานความจริงให้ประชาชนทราบทุก 1-3 ปี ว่าเงินเหลือเท่าไหร่ ยั่งยืนแค่ไหน  

วิเคราะห์สิทธิประโยชน์ เมื่อมีการเสนอเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เช่น ค่าทำฟัน หรือสวัสดิการอื่นๆ โดยบอร์ดนี้ต้องวิเคราะห์ว่ารบกวนอายุของกองทุนอย่างไร เพื่อป้องกันการใช้นโยบายประชานิยม ที่กระทบความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว รวมถึงการลดแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองที่บอร์ดอิสระจะช่วยพูดความจริงที่ฝ่ายการเมืองพูดไม่ได้ เช่น ความจำเป็นในการเพิ่มเงินสมทบ

ส่วนการบริหารโครงสร้าง ของสำนักงานประกันสังคมนั้นควรจะออกไปอยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของราชการหรือไม่ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวอาจต้องตัดสินใจหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าโครงสร้าง คือกระบวนการบริหารจัดการมากกว่า  กล่าวคือจะอยู่ในระบบราชการหรือนอกระบบราชการก็ได้ แต่กระบวนการบริหารจัดการของสำนักงานประกันสังคม ต้องนำไปสู่โครงสร้างใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อความจริงของเงินกองทุนได้ และต้องมีอิสระในการตัดสินใจที่เพียงพอ

"หลายครั้งที่พอเรามีโครงสร้างแบบนี้ เราจะเอื้อต่อการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าเงินไม่พอ เพราะฉะนั้นเนี่ยเราต้องหาโครงสร้างใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อความจริงของเงินกองทุนได้ ส่วนว่าจะอยู่ในหรืออยู่นอก ไม่เป็นไร แต่ว่าต้องเป็นโครงสร้างที่มีอิสระในการตัดสินใจเพียงพอ แล้วก็ไม่ถูกเรียกร้องได้ง่าย" 

นายกอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ประกันสังคมถูกตั้งคำถามในวงกว้าง ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้หน่วยงานถูกดึงออกมาอยู่ใต้ สปอตไลต์ ที่นำไปสู่ความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการตัดสินใจที่โปร่งใสมากขึ้น โดยย้ำว่าโครงสร้างใหม่จะเป็นแบบใดก็ได้ แต่ต้องมี ความเป็นอิสระ และ มองทะลุข้าม Generation เพื่อรักษาเงินของทุกคนให้งอกเงยและกลับมาเป็นหลักประกันในชีวิตได้จริง

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม