สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย-ม.หอการค้าไทย คาด ปี 69 ค้าชายแดนและผ่านแดนไทย ทะลุ 2 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 68 ที่คาด 1.95 ล้านล้านบาท โดยค้าชายแดนทรุด แต่ได้ค้าผ่านแดนมาฉุด ส่วนดัชนีเชื่อมั่นค้าชายแดนและผ่านแดน พบ ระยะสั้น ธุรกิจไม่เชื่อมั่น โดยเฉพาะด้านกัมพูชา เมียนมา และลาว แต่ระยะยาวค่อยๆ ดีขึ้น เตรียมจัดทำยุทธศาสตร์ค้าชายแดนและผ่านแดน พร้อมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเสนอรัฐบาลใหม่
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ที่สำรวจจากผู้ประกอบการค้าชายแดนและผ่านแดน สมาชิกหอการค้าไทย และสมาคมการค้า ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 477 ตัวอย่างทุกภูมิภาคทั่วประเทศว่า ปี 69 คาดมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนไทยรวมกันอยู่ที่ 2.02 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น การค้าชายแดน 886,732 ล้านบาท และการค้าผ่านแดน 1.14 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 68 คาดมูลค่ารวม 1.95 ล้านล้านบาท เป็น ค้าชายแดน 899,464 ล้านบาท และค้าผ่านแดน 1.05 ล้านล้านบาท
...
สำหรับผลสำรวจดัชนี พบว่า ดัชนีระยะสั้น หรือเดือนม.ค.69 เท่ากับ 38.7 ลดจาก 49.5 ในเดือนม.ค.68 ส่วนดัชนีระยะกลางอีก 6 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 43.1 ลดจาก 52.8 และดัชนีระยะยาว ตลอดทั้งปี 69 อยู่ที่ 47.5 ลดจาก 63.6 ทั้งนี้ เมื่อแยกประเทศ พบว่า การค้าชายแดนด้านกัมพูชา ค่าดัชนีต่ำสุด ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว เพราะความขัดแย้งชายแดนที่ตั้งสมมติฐานปิดด่านตลอดทั้งปี ตามด้วยเมียนมา จากการปิดด่านบางแห่ง ความไม่สงบภายในเมียนมา และปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงลาว จากปัญหาเศรษฐกิจภายใน แต่มั่นใจด้านมาเลเซียสูงสุด ขณะที่การค้าผ่านแดนไปประเทศที่ 3 ค่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ด้านจีนตอนใต้ ตามด้วยเวียดนาม และสิงคโปร์
โดยปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่น คือ การค้าไทย-กัมพูชาหยุดชะงักจากความขัดแย้ง, มาตรการควบคุมการค้าชายแดนไทย-เมียนมา, สแกมเมอร์และการค้าของเถื่อน ทำให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดควบคุมและตรวจสอบ จนทำให้การค้าไม่คล่องตัว, ความเสี่ยงชายแดน จากการสู้รบที่รุนแรงของเมียนมา บั่นทอนความเชื่อมั่น, ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง กระทบต่อความสามารถแข่งขันของสินค้าไทย, ปัญหาลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย, ต้นทุนขนส่งสูงขึ้นมาก
“สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐช่วยเหลือ คือ ลดอุปสรรค/ข้อกีดกันทางการค้า เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กระชับความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน แยกประเด็นการค้าออกจากการเมือง ปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการภาครัฐให้เอื้อต่อการค้า พัฒนาระบบชำระเงินและลดขั้นตอนพิธีการทางศุลกากร สร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ไม่คอร์รัปชัน”
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่าดัชนีที่ยังต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นระดับปกติ และต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นระดับปานกลาง บ่งชี้ว่า ทิศทางค้าชายแดนของไทยในปีนี้น่าจะย่อลง จากผลกระทบของสงครามการค้า ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีการค้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะเก็บกับประเทศใดเพิ่มขึ้นอีก, การปิดด่านกัมพูชา ที่มีมูลค่าค้าขายกับไทยเดือนละราว 15,000 ล้านบาท และการปิดด่านเมียนมาบางจุด แต่จะได้ค้าผ่านแดนมาฉุดให้มูลค่าโดยรวมสูงขึ้นได้ โดยสัดส่วนค้าชายแดนและผ่านแดนสูงถึง 10% ของการส่งออกไทยภาพรวม ซึ่งมีผลช่วยพยุงเศรษฐกิจได้
ส่วนนายวรทัต ตันติมงคลสุข เลขานุการ คณะกรรมการค้าชายแดน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา กล่าวว่า สภาหอการค้าฯ จะนำผลดัชนีมาหารือกับผู้ประกอบการอีกครั้ง เพื่อหาข้อสรุป และจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การค้าชายแดนและผ่านแดน รวมถึงการเยียวยา แก้ปัญหาให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน และเสถียรภาพการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยไว้
“ผลกระทบด้านกัมพูชา ประเมินว่า มูลค่าการค้าหายไปวันละ 500 ล้านบาท หรือเดือนละกว่า 15,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจไทยที่ลงทุนในกัมพูชา ประเมินว่า การลงทุนโดยตรงในรูปแบบหุ้นในบริษัทกัมพูชาอยู่ที่ราวๆ 150,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการลงทุนทางอื่น ซึ่งขณะนี้ นักลงทุนไทย กำลังคิดว่าจะเอายังไงต่อ จะไปต่อหรือหยุด หรือจะย้ายฐานหรืออยู่ต่อ”
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม