รฟท. ชี้เหตุเครนโครงการไฮสปีดไทย-จีนถล่มทับรถด่วนพิเศษ เสียชีวิต 32 ราย แจ้งความเอาผิดอาญาฐานประมาทแล้ว ลุยตั้งคณะกรรมการสอบสวน 2 ชุด ตั้งธงเสร็จใน 15 วัน เร่งเยียวยาผู้เสียหาย กู้คืนพื้นที่ภายใน 7 วัน ย้ำไม่กระทบกรอบเปิดให้บริการในปี 73 ประเมินความเสียหายยื่นประกันภัย เดินหน้าทบทวนมาตรการความปลอดภัย–ตรวจทุกจุดก่อสร้างคร่อมทางรถไฟ จ่อรวบรวมข้อมูล ชง “กรมบัญชีกลาง” พิจารณาแบล็กลิสต์ผู้รับจ้าง

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงอุบัติเหตุเครนก่อสร้างของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 พังถล่มลงมาทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยเกิดเหตุเมื่อวานนี้ (14 ม.ค. 2569) ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยมีผู้จ้าง คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินงานในโครงการรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-4 งานโยธาช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด ทั้งนี้ ชิ้นส่วนโครงสร้างได้ร่วงหล่นลงมาทับขบวนรถไฟที่กำลังให้บริการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 32 ราย และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการ ผู้ว่า รฟท.
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการ ผู้ว่า รฟท.

...

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว รฟท. ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว ขณะเดียวกัน ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. วันนี้ (15 ม.ค. 2569) นั้น ที่ประชุมได้มีการหารือถึงเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การสอบสวนหาสาเหตุอย่างรอบด้าน และการทบทวนมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต อีกทั้ง กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุดังกล่าว โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และมีผู้แทนหน่วยงานด้านวิศวกรรมสภาวิศวกร และหน่วยงานอิสระเข้าร่วม เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและรอบคอบ ด้าน รฟท.ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาเขตอันตรายขององค์กรขึ้นอีกชุดหนึ่ง เพื่อสอบสวนในมิติการปฏิบัติงานและมาตรการความปลอดภัย โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลการสอบสวนได้ภายในประมาณ 15 วัน

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่เกิดเหตุนั้น เป็นจุดก่อสร้างในแนวโค้ง ซึ่งมีลักษณะทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน โครงสร้างรถไฟความเร็วสูงจำเป็นต้องสร้างคร่อมข้ามทางรถไฟเดิม เนื่องจากรัศมีโค้งของรถไฟความเร็วสูงกว้างกว่ารถไฟปกติ โดยชิ้นส่วนที่เกิดเหตุเป็นอุปกรณ์รองรับด้านหน้า (Front Support) ระหว่างการติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีต ซึ่งอยู่ในช่วงงานลำดับท้ายของโครงการฯ และมีความคืบหน้ากว่า 99% ส่วนอุบัติเหตุดังกล่าว จะกระทบกับกรอบเวลาของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 หรือไม่นั้น ยืนยันว่า ยังไม่กระทบต่อภาพรวมของโครงการฯ คาดว่า จะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2573 ต่อไป

ขณะที่แผนการดำเนินรื้อย้าย และกู้คืนทางรถไฟที่ได้รับความเสียหายนั้น คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ในการรื้อถอนโครงสร้าง Launcher Gantry ซึ่งมีน้ำหนักราว 400 ตัน และซ่อมแซมทางรถไฟให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยจะดำเนินการด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ โดยในระหว่างนี้ รฟท. ได้ปิดเส้นทางในช่วงที่เกิดเหตุเป็นการชั่วคราว และปรับแผนการเดินรถให้ขบวนรถที่ได้รับผลกระทบอ้อมไปใช้เส้นทางสายบัวใหญ่ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้โดยสาร

ในด้านความเสียหายนั้น เบื้องต้นพบว่าหัวรถจักรดีเซลราง 2 คันได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ประเมินค่าซ่อมแซมประมาณ 105 ล้านบาท และหากต้องจัดซื้อใหม่ จะอยู่ที่คันละประมาณ 70 ล้านบาท นอกจากนี้ ทางรถไฟได้รับความเสียหายในระยะทางประมาณ 20 เมตรด้วย ขณะเดียวกัน รฟท. จะประเมินความเสียหายทางพาณิชย์และค่าเสียโอกาสจากการให้บริการที่หยุดชะงัก เพื่อนำไปประกอบการดำเนินคดีทางแพ่งต่อผู้รับผิดชอบ รวมถึงยื่นต่อประกันภัย ที่จะมีการหารือในวันนี้ ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างดังกล่าว มีการทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลที่สาม ซึ่งครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน ผู้โดยสาร และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยขณะนี้ รฟท. อยู่ระหว่างหารือกับบริษัทประกันภัยเพื่อกำหนดกรอบการชดเชยและเยียวยาให้มีความชัดเจนโดยเร็ว

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มีสัญญาก่อสร้างโครงการอื่นๆ กับ รฟท. รวมแล้ว 4 สัญญา เช่น 

  • โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1
  • โครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ
  • โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 

โดยหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ รฟท. จะตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างที่มีลักษณะคร่อมทางรถไฟในทุกโครงการ ไม่จำกัดเฉพาะผู้รับจ้างรายใดรายหนึ่ง พร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัยเชิงรุก อาทิ การติดตั้งกล้องวงจรปิดและเซ็นเซอร์ตรวจจับความผิดปกติของอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนการขึ้นแบล็กลิสต์ผู้รับจ้างนั้น รฟท. จะประมวลข้อมูล และรายงานไปยังกรมบัญชีกลางต่อไปด้วย

อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม

...