องค์กรเพื่อการห้ามอาวุธเคมีระบุ พบหลักฐานว่ามีการใช้แก๊ส ซาริน ในเหตุโจมตีเมืองแห่งหนึ่งในจังหวัดอิดลิบของซีเรียเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยราย...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากองค์กรเพื่อการห้ามอาวุธเคมี (OPCW) เปิดเผยว่า พวกเขาพบหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มีการใช้แก๊ส ซาริน หรือสารที่คล้ายกัน ในการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในซีเรียเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 89 ราย

OPCW ระบุว่า พวกเขานำตัวอย่างทางชีวเวชจากผู้เสียชีวิต 3 ราย และผู้บาดเจ็บ 7 คนจากการโจมตีที่เมือง ข่าน เชคอน ในจังหวัดอิดลิบเมื่อวันที่ 4 เม.ย. มาตรวจสอบ และพบข้อบ่งชี้ว่าเหยื่อเหล่านี้สัมผัสกับแก๊สซาริน หรือสารที่มีลักษณะคล้ายกัน “ในขณะที่รายละเอียดอื่นๆ จากห้องทดลองจะได้รับการเปิดในกาลต่อไป แต่ผลการวิเคราะห์ที่ออกมาแล้วนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้”

การค้นพบล่าสุดหมายความว่า ยังมีแก๊สซารินเก็บอยู่ในประเทศซีเรีย แม้ซีเรียจะตกลงและทำลายสต๊อกอาวุธเคมีที่ได้รับการเปิดเผยในประเทศทั้งหมดไปแล้วเมื่อปี 2013 ก็ตาม โดย OPCW เป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบการทำลายด้วย

...

ทั้งนี้ รัฐบาลซีเรียของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ถูกหลายฝ่ายกล่าวโทษว่าเป็นฝ่ายที่ใช้อาวุธเคมีโจมตีที่เมืองข่าน เชคอน แต่รัฐบาลปฏิเสธและกล่าวหาฝ่ายกบฏว่าเป็นผู้ลงมือโจมตี ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของซีเรีย อ้างว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือกองกำลังที่ต้องการป้ายสีรัฐบาลอัสซาด

การโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่เกิดขึ้นยังกระตุ้นให้สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีรัฐบาลซีเรียเป็นครั้งแรกในเหตุสงครามกลางเมืองที่ดำเนินติดต่อกันมานานกว่า 6 ปี โดยจรวดโทมาฮอว์ค 59 ลูก โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพอากาศของกองทัพซีเรียอันเป็นที่จอดเครื่องบินรบซึ่งถูกกล่าวหาว่าถูกใช้ในการปล่อยอาวุธเคมี เรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียย่ำแย่ลงไปอีก