กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธเข้าใส่เขตการเงินในกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย สร้างความเสียหายให้แก่ตึกของ Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เสียหายเล็กน้อย
เมื่อ 8 พ.ย. 2569 กระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่า อาคารสำนักงานของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ “ซาอุดี อารัมโค” (Saudi Aramco) ซึ่งตั้งอยู่ใน “เขตการเงินคิงอับดุลเลาะห์” (KAFD) ในกรุงริยาด ถูกโจมตีจนกระจกแตก พื้นผิวอาคารเสียหาย อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
“อาคารสำนักงานของซาอุดี อารัมโค ในกรุงริยาด ตกเป็นเป้าหมายของการพยายามโจมตีในวันนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเศษซากชิ้นส่วนตกลงมาจนสร้างความเสียหายเล็กน้อยให้กับตัวอาคาร โดยโชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” กระทรวงพลังงานระบุ
การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กองกำลังพันธมิตรอาหรับนำโดยซาอุดีอาระเบียระบุว่า พวกเขาสามารถสกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธทิ้งตัว 2 ลูกที่กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยิงมาได้
การโจมตีพื้นที่ KAFD ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินสำคัญ เช่น กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF), ตลาดหลักทรัพย์ และสถาบันการเงินระดับโลก เช่น ธนาคารโกลด์แมน แซกส์ ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ
โดยนาย แอนเดรียส ครีก นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง MENA analytica แสดงความเห็นกับสำนักข่าว AFP ว่า นี่เป็นการโจมตีความน่าเชื่อถือของแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ "Vision 2030" ของซาอุดีอาระเบีย
“เหตุการณ์นี้ช่วยเพิ่มต้นทุนทางการเมืองในการทำสงครามเยเมนของซาอุฯ เสริมน้ำหนักให้ฝั่งที่เรียกร้องให้ยกระดับการใช้กำลังทางทหาร และบ่อนทำลายข้อโต้แย้งที่ว่าริยาดสามารถฟื้นคืนศักยภาพในการป้องปรามด้วยกำลังทางอากาศได้ กลุ่มฮูตีกำลังนำการปฏิรูปเศรษฐกิจของซาอุฯ เป็นตัวประกันของสงครามที่นับวันจะยิ่งเอาชนะได้ยากขึ้น”
ทั้งนี้ สงครามในเยเมนที่สงบลงนานหลายปีกลับมาปะทุอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่าน ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มพังทลายลงเมื่อซาอุดีอาระเบียเปิดฉากโจมตีสนามบินในกรุงซานา ซึ่งควบคุมโดยกลุ่มฮูตี เพื่อขัดขวางไม่ให้เครื่องบินของอิหร่านลงจอด
ส่วนกลุ่มฮูตี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ตอบโต้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีสนามบินหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงท่าอากาศยาน “คิงคาลิด” (King Khalid) ในกรุงริยาด และเริ่มโจมตีเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ซึ่งใช้เป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันทางเลือกแทนช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถูกอิหร่านปิดไป
สหประชาชาติ (UN) ระบุว่า นับตั้งแต่การสู้รบระลอกใหม่เปิดฉากขึ้น มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 1,600 ศพ และมีผู้ต้องพลัดถิ่นอีกกว่า 300,000 คน
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna