ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพรรคเดโมแครต หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเสนอชื่อดานา ไวต์ ประธานองค์กรศิลปะการต่อสู้แบบผสม UFC  ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาว พร้อมสั่งกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบพรรคเดโมแครตในข้อกล่าวหารีดไถและข่มขู่ทางการเมือง ขณะที่พรรคเดโมแครตเตรียมใช้อำนาจเสียงข้างมากในสภาคองเกรสตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์อย่างเข้มข้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงท่าทีเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังพรรครีพับลิกันประสบความพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเสนอชื่อดานา ไวต์ ผู้บริหารองค์กรศิลปะการต่อสู้แบบผสม หรือ UFC และผู้สนับสนุนคนสนิท ให้เข้ารับตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาว พร้อมสั่งกระทรวงยุติธรรมสอบสวนพรรคเดโมแครตในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการข่มขู่และรีดไถ

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายเหนือพรรครีพับลิกัน และเตรียมเข้าควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า โดยแกนนำพรรคประกาศเตรียมเดินหน้าตรวจสอบประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนลงต่อความพ่ายแพ้ดังกล่าว โดยโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เสนอให้นายดานา ไวต์ เข้ารับตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาว พร้อมเรียกเขาว่าเป็นนักสู้และนักรบผู้ดุดัน

นายไวต์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ UFC กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเข้าร่วมงานแข่งขันมวยที่กรุงลอนดอนเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ว่า เขากำลังเดินทางไปกรุงวอชิงตัน และจะเข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์ โดยระบุว่าจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมหลังการหารือ

ก่อนหน้านี้ นายไวต์ยังเผยแพร่ภาพที่อาจสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นภาพของเขายืนอยู่หลังโพเดียมในห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาว พร้อมข้อความว่า "ก้าวสู่บทใหม่"

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังสั่งให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบพรรคเดโมแครต โดยกล่าวหาว่าพรรคกำลังกระทำการ "รีดไถในระดับสูงสุด" พร้อมระบุว่าพรรคเดโมแครตกำลังข่มขู่บุคคลจำนวนมาก และสั่งให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญา

นายทรัมป์ยังปฏิเสธว่าบุคคลใดในรัฐบาลของเขากระทำความผิดที่เข้าข่ายถอดถอนจากตำแหน่ง พร้อมเรียกร้องให้ลงโทษจำคุกผู้ที่เขาเรียกว่าเป็นผู้รีดไถ

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังนายทรัมป์แต่งตั้งนายสตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาระดับสูงซึ่งมีจุดยืนแข็งกร้าว ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวคนต่อไป โดยนายทรัมป์ยกย่องว่าเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยม

นายมิลเลอร์จะเข้ามาแทนนางซูซี ไวลส์ ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากรครั้งแรกภายในทำเนียบขาว หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม

ท่าทีแข็งกร้าวของนายทรัมป์ยังสะท้อนถึงคำกล่าวหลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อปี 2018 ซึ่งเขาเคยระบุว่าทำเนียบขาวจะใช้แนวทางเสมือนอยู่ในภาวะสงคราม เพื่อตอบโต้การสอบสวนใด ๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นนายทรัมป์ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนถึง 2 ครั้ง ในปี 2019 และ 2021

ทั้งนี้ ตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวว่างลงตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังนางเคที ซาคาเรีย ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยเธอเข้ามารับช่วงต่อจากนางแคโรไลน์ ลีวิตต์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อปลายเดือนสิงหาคม

นายไวต์ วัย 57 ปี เป็นผู้บริหาร UFC ซึ่งเป็นองค์กรจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมที่ใหญ่และประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยการแข่งขันต่อสู้ในกรงขององค์กรนี้มีการถ่ายทอดไปทั่วโลก

นายทรัมป์ยังระบุชื่อนักกีฬาจาก UFC จำนวน 6 คน ที่ต้องการให้นายไวต์นำมาร่วมทำงานเป็นที่ปรึกษา แม้บางคนจะไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันก็ตาม โดยประกอบด้วย อิสลาม มาคาเชฟ และคาบิบ นูร์มาโกเมดอฟ จากรัสเซีย จัสติน เกตจี และแดเนียล คอร์เมียร์ จากสหรัฐฯ รวมถึงนักกีฬาที่นายทรัมป์ระบุชื่อว่า เคย์ลา แฮร์ริส ซึ่งคาดว่าหมายถึงเคย์ลา แฮร์ริสัน และอแมนดา นูเนส นักกีฬาชาวบราซิลที่ได้รับสัญชาติสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา

ทรัมป์กล่าวถึงนักกีฬาเหล่านี้ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องมีบุคคลเหล่านี้เพื่อปกป้องประเทศจากฝ่ายซ้ายสุดโต่ง

ทรัมป์และนายไวต์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมายาวนาน โดยเริ่มทำงานร่วมกันตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เมื่อคาสิโนทัชมาฮาลของนายทรัมป์เป็นสถานที่จัดการแข่งขัน UFC บางรายการ ก่อนที่ความสัมพันธ์จะใกล้ชิดยิ่งขึ้น หลังนายไวต์ประกาศสนับสนุนการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายทรัมป์เมื่อปี 2016

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายทรัมป์เข้าร่วมชมการแข่งขัน UFC หลายครั้ง ทั้งในไมอามี นิวยอร์ก และรัฐนิวเจอร์ซีย์ รวมถึงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำเนียบขาวยังเป็นสถานที่จัดการแข่งขัน UFC ในกรงบนสนามหญ้าด้านใต้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ โดยการแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 80 ของนายทรัมป์

เมื่อครั้งนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2024 นายไวต์ก็ปรากฏตัวเคียงข้างเขาระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ฉลองชัยชนะ

ขณะที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ของทำเนียบขาวมีนายสตีเวน ชอง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ซึ่งเคยทำงานให้กับองค์กร UFC ของนายไวต์ระหว่างปี 2013-2016 อยู่แล้ว

หากนายไวต์ตอบรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เขาจะต้องเผชิญกับภารกิจสำคัญในการสื่อสารและรับมือกับแรงกดดันทางการเมืองที่กำลังเพิ่มขึ้น หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันอังคาร และเตรียมเข้าควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

การครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภาจะทำให้พรรคเดโมแครตมีอำนาจควบคุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ สามารถเรียกเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาให้ข้อมูล เรียกเอกสารที่เกี่ยวข้อง และจัดการไต่สวนสาธารณะ ซึ่งอาจทำให้นายทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลต้องเผชิญการตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ประเด็นที่คาดว่าจะถูกนำมาตรวจสอบ ได้แก่ ธุรกิจและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของครอบครัวทรัมป์ สัญญาจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี การปรับลดงบประมาณและบุคลากรของหน่วยงานรัฐบาลกลาง มาตรการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง การดำเนินสงครามกับอิหร่าน ตลอดจนการจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศที่มีชื่อเสียงอื้อฉาว

นายโรเบิร์ต การ์เซีย ว่าที่ประธานคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ในคืนวันเลือกตั้ง ขณะผลคะแนนเริ่มชัดเจนว่า “เตรียมทนายความไว้ได้เลย” ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงการตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์ที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังอาจพิจารณาดำเนินกระบวนการถอดถอนนายทรัมป์เป็นครั้งที่ 3 แม้แกนนำพรรคยังไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการดังกล่าวก็ตาม

ทั้งนี้ การลงมติถอดถอนประธานาธิบดีในสภาผู้แทนราษฎรใช้เพียงเสียงข้างมากธรรมดา แต่การตัดสินให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามของวุฒิสมาชิก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยากกว่ามาก แม้พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาก็ตาม.


ที่มา AFP / BBC