อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซียได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนจำกาจัง เพื่อไปกักบริเวณภายในบ้านและรับโทษจำคุกส่วนที่เหลือ หลังพรรคอัมโนยืนยันชำระค่าปรับ 50 ล้านริงกิต หรือประมาณ 413 ล้านบาท ตามเงื่อนไขพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระราชาธิบดีมาเลเซีย ขณะที่การย้ายไปกักบริเวณในบ้านอาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม

นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วัย 73 ปี ออกจากเรือนจำกาจังวันนี้ (6 พ.ย.) หลังพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ หรืออัมโน ยืนยันว่าได้ชำระค่าปรับจำนวน 50 ล้านริงกิต หรือประมาณ 413 ล้านบาท ครบถ้วนแล้ว ตามเงื่อนไขการพระราชทานอภัยโทษที่อนุญาตให้นายนาจิบรับโทษจำคุกที่เหลืออยู่ภายในบ้านพัก

ทนายความของนายนาจิบเปิดเผยว่า ศาลสูงกัวลาลัมเปอร์ได้ออกคำสั่งอนุญาตให้ย้ายตัวอดีตนายกรัฐมนตรีไปกักบริเวณในบ้านแล้ว โดยทนายความระบุว่าได้รับเอกสารคำสั่งศาลและจะนำไปยื่นต่อเรือนจำกาจังทันที เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หลังจากนั้นไม่นาน พบรถยนต์สีเงินที่มีนายนาจิบโดยสารอยู่ ขับออกจากพื้นที่เรือนจำกาจัง โดยมีขบวนรถติดตาม ขณะที่บริเวณถนนทางเข้าบ้านพักหรูของอดีตนายกรัฐมนตรีมีการปิดกั้นพื้นที่ด้วยเทปตำรวจสีเหลืองและกรวยจราจร พร้อมจัดกำลังตำรวจ รถสายตรวจ รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ และเต็นท์ใกล้ทางเข้า เพื่อเตรียมดูแลความเรียบร้อยและควบคุมฝูงชน

พรรคอัมโนออกแถลงการณ์ว่า ได้ดำเนินการชำระเงินทั้งหมดต่อศาลสูงกัวลาลัมเปอร์เรียบร้อยแล้วในช่วงเช้าวันนี้ พร้อมประกาศปิดบัญชีกองทุนสมานฉันท์นาจิบ ราซัค ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อรับเงินบริจาคจากประชาชน โดยระบุว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปิดรับเงินบริจาคเพิ่มเติมเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ พรรคอัมโนใช้วิธีระดมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อนำมาชำระค่าปรับแทนนายนาจิบ เนื่องจากบัญชีธนาคารของอดีตนายกรัฐมนตรีถูกอายัด ทำให้ไม่สามารถชำระเงินด้วยตนเองได้

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิมแห่งมาเลเซีย มีพระราชวินิจฉัยพระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไขแก่นายนาจิบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยอนุญาตให้รับโทษจำคุกส่วนที่เหลือภายในบ้านพัก หากชำระค่าปรับตามที่กำหนด นับเป็นการพระราชทานอภัยโทษครั้งที่สองที่เกี่ยวข้องกับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้

นายนาจิบถูกตัดสินจำคุก 12 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 จากคดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินจำนวนมหาศาลจากบริษัทเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐ หรือ 1MDB ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษมีมติลดโทษจำคุกลงครึ่งหนึ่ง เหลือ 6 ปี และลดค่าปรับเหลือ 50 ล้านริงกิต โดยกำหนดโทษจำคุกในคดีนี้จะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม 2571

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นายนาจิบถูกตัดสินจำคุกอีก 15 ปี ในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1MDB อีกคดีหนึ่ง พร้อมถูกปรับเป็นเงิน 11,400 ล้านริงกิต หรือประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและฟอกเงิน

นายนาจิบยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีดังกล่าว และขอให้ระงับการบังคับโทษจำคุกกับการชำระค่าปรับไว้ก่อนระหว่างรอผลอุทธรณ์ โดยอ้างถึงปัญหาสุขภาพที่ทรุดโทรมและไม่สามารถชำระค่าปรับจำนวนมหาศาลได้ แต่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้พิพากษาปฏิเสธคำร้อง โดยระบุว่าไม่มีเหตุพิเศษเพียงพอ และความร้ายแรงของความผิดเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะมากกว่า

สำหรับโทษจำคุก 15 ปีในคดีหลัง จะเริ่มนับต่อเมื่อการรับโทษจำคุก 6 ปีในคดีแรกสิ้นสุดลง ส่วนนายนาจิบยังคงปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด

คดีทุจริตกองทุน 1MDB ถือเป็นหนึ่งในคดีฉ้อโกงเงินกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอัยการสหรัฐฯ และมาเลเซียระบุว่า มีการโยกย้ายเงินจากกองทุนดังกล่าวออกไปประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านบริษัทบังหน้าและธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อน ขณะที่เงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกกล่าวหาว่าไหลเข้าสู่บัญชีที่เชื่อมโยงกับนายนาจิบ

อัยการระบุว่า นายนาจิบใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานคณะที่ปรึกษากองทุน 1MDB เพื่อโยกย้ายเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่บัญชีส่วนตัว ขณะที่ผลการสอบสวนพบว่าเงินบางส่วนถูกนำไปใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรู เรือยอชต์ และงานศิลปะล้ำค่า รวมถึงผลงานของโกลด โมเนต์ และวินเซนต์ แวน โก๊ะ

กองทุน 1MDB ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 ในสมัยที่นายนาจิบดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง แต่ต่อมากลับกลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายทุจริตขนาดใหญ่ โดยมีนายโจ โลว์ นักการเงินที่หลบหนีคดี ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้วางแผนสำคัญของการยักยอกเงิน ยังคงหลบหนีการจับกุมจนถึงปัจจุบัน

การสอบสวนที่ดำเนินต่อเนื่องภายใต้รัฐบาลมาเลเซียหลายชุดยังเกี่ยวพันถึงนางรอสมาห์ มันซอร์ ภรรยาของนายนาจิบ ซึ่งเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตเช่นกัน หลังนายนาจิบพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2561 และต้องพ้นจากอำนาจ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว

การย้ายตัวนายนาจิบไปกักบริเวณในบ้านยังอาจเพิ่มความตึงเครียดภายในรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เนื่องจากพรรคปากาตัน ฮาราปัน ของนายอันวาร์คัดค้านการผ่อนปรนโทษให้อดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้อย่างหนัก

แม้นายนาจิบยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพรรคอัมโน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมชุดปัจจุบัน แต่เขายังคงเป็นบุคคลที่สร้างความแตกแยกทางการเมืองในมาเลเซีย ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปยังไม่มีกำหนดจนถึงต้นปี 2571 อย่างไรก็ตาม นายอันวาร์เคยกล่าวว่า อาจตัดสินใจยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด หากความขัดแย้งภายในรัฐบาลรุนแรงขึ้น

ด้านนายโทนี ปัว อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคดีเอพี (DAP) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวกองทุน 1MDB วิจารณ์การระดมทุนของพรรคอัมโนว่าเป็นการนำเงินจำนวนมากไปช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีที่มีประวัติทุจริตอย่างร้ายแรง แทนที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนทั่วไป โดยระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า พรรคเลือกที่จะ “ปล่อยตัวบุคคลที่ทุจริตที่สุดของมาเลเซีย” แทนการใช้เงินเพื่อประโยชน์ของประชาชน.


ที่มา Reuters / AFP